logotype
คาถาธรรมบท สุขวรรคที่ ๑๕

๑๙๗. สุสุขํ วต ชีวามเวริเนสุ อเวริโน,
เวริเนสุ มนุสฺเสสุ, วิหราม อเวริโน. (๑๕:)


 

เมื่อพวกมนุษย์มีเวรกันอยู่ เราเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่

เมื่อพวกมนุษย์มีเวรกันอยู่ เราเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่

เป็นอยู่สบายดีหนอ.

๑๙๘.

สุสุขํ วต ชีวาม, อาตุเรสุ อนาตุรา,
อาตุเรสุ มนุสฺเสสุ, วิหราม อนาตุรา. (๑๕:)

เมื่อพวกมนุษย์มีความเร่าร้อนกันอยู่ เราเป็นผู้ไม่มี

ความเร่าร้อนอยู่ เป็นอยู่สบายดีหนอ.

๑๙๙.

สุสุขํ วต ชีวาม, อุสฺสุเกสุ อนุสฺสุกา,
อุสฺสุเกสุ มนุสฺเสสุ, วิหราม อนุสฺสุกา. (๑๕:)

เมื่อพวกมนุษย์มีความขวนขวายอยู่

เราเป็นผู้ไม่มีความขวนขวายอยู่

เมื่อพวกมนุษย์มีความขวนขวายกันอยู่

เราเป็นผู้ไม่มีความขวนขวายอยู่ เป็นอยู่สบายดีหนอ.

๒๐๐.

สุสุขํ วต ชีวามเยสนฺโน นตฺถิ กิญฺจนํ,
ปีติภกฺขา ภวิสฺสาม, เทวา อาภสฺสรา ยถา. (๑๕:)

เราไม่มีกิเลสชาติเครื่องกังวล เป็นอยู่สบายดีหนอ

เรามีปีติเป็นภักษาเหมือนเหล่าเทวดาชั้นอาภัสสระ.

๒๐๑.

ชยํ เวรํ ปสวติ, ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต,
อุปสนฺโต สุขํ เสติ, หิตฺวา ชยปราชยํ. (๑๕:)

ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมเป็นทุกข์

พระขีณาสพผู้สงบระงับ ละความชนะ

ความแพ้ได้แล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข.

๒๐๒.

นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ, นตฺถิ โทสสโม กลิ,
นตฺถิ ขนฺธสมา ทุกฺขา, นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ. (๑๕:)

ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี

โทษเสมอด้วยโทสะไม่มี

ทุกข์เช่นด้วยขันธ์ไม่มี

สุขยิ่งกว่าความสงบไม่มี.

๒๐๓.

ชิฆจฺฉา ปรมา โรคา, สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา,
เอตํ ญตฺวา ยถาภูตํ, นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ. (๑๕:)

ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง, สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

บัณฑิตทราบเนื้อความนี้ ตามความเป็นจริงแล้ว

ย่อมทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน เพราะนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง.

๒๐๔.

อาโรคฺยปรมา ลาภา, สนฺตุฏฺฐีปรมํ ธนํ,
วิสฺสาสปรมา ญาติ, นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ. (๑๕:)

 

ลาภทั้งหลายมีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง

ทรัพย์มีความสันโดษเป็นอย่างยิ่ง

ญาติทั้งหลายมีความคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง

นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง.

๒๐๕.

ปวิเวกรสํ ปิตฺวา, รสํ อุปสมสฺส จ,
นิทฺทโร โหติ นิปฺปาโป, ธมฺมปีติรสํ ปิวํ. (๑๕:)

บุคคลผู้ปีติในธรรม เมื่อดื่มรส ดื่มรส

อันเกิดแต่วิเวกและรสแห่งความสงบแล้ว

ย่อมไม่มีความกระวนกระวายไม่มีบาป.

๒๐๖.

สาหุ ทสฺสนมริยานํ, สนฺนิวาโส สทา สุโข,
อทสฺสเนน พาลานํ, นิจฺจเมว สุขี สิยา. (๑๕:๑๐)

การเห็นพระอริยะเจ้าทั้งหลายเป็นความดี

การอยู่ร่วมกับพระอริยะเจ้าเหล่านั้น เป็นสุขทุกเมื่อ

บุคคลพึงเป็นผู้มีความสุขเป็นนิตย์ได้

เพราะการไม่เห็นคนพาลทั้งหลาย.

๒๐๗.

พาลสงฺคตจารี หิ, ทีฆมทฺธาน โสจติ,
ทุกฺโข พาเลหิ สํวาโส, อมิตฺเตเนว สพฺพทา,
ธีโร จ สุขสํวาโส, ญาตีนํว สมาคโม. (๑๕:๑๑)

ด้วยว่าบุคคลผู้สมคบกับคนพาลเที่ยวไป ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน

การอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ เหมือนการอยู่ร่วมกับศัตรู

ส่วนนักปราชญ์มีการอยู่ร่วมเป็นสุข เหมือนสมาคมแห่งญาติ.

๒๐๘.

ตสฺมา หิ-
ธีรญฺจ ปญฺญญฺจ พหุสฺสุตญฺจ,

โธรยฺหสีลํ วตวนฺตมริยํ,
ตํ ตาทิสํ สปฺปุริสํ สุเมธํ,

ภเชถ นกฺขตฺตปถํว จนฺทิมา. (๑๕:๑๒)
สุขวคฺโค ปณฺณรสโม นิฏฺฐิโต.

เพราะเหตุนั้นแล บุคคลพึงคบบุคคลนั้น

ผู้เป็นนักปราชญ์ มีปัญญา เป็นพหูสูต

มีปกตินำธุระไปมีวัตร เป็นพระอริยะ

เป็นสัปบุรุษ ผู้มีปัญญาดีเช่นนั้น

เหมือนพระจันทร์คบครองแห่งนักษัตร ฉะนั้น.

จบสุขวรรคที่ ๑๕

 

image1 image2 image3
Home พระคาถาธรรมบท ๒๖ วรรค คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖

Main Menu

Dhammapada Chanted in Pāḷi (Anandajoti Bhikkhu)-

คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖ Print E-mail

๓๘๓.

ฉินฺท โสตํ ปรกฺกมฺม, กาเม ปนูท พฺราหฺมณ,
สงฺขารานํ ขยํ ญตฺวา, อกตญฺญูสิ พฺราหฺมณ. (๒๖:)

 คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖

ดูกรพราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแส

ตัณหาเสีย จงบรรเทากามทั้งหลายเสีย

ดูกรพราหมณ์ ท่านรู้ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว

จะเป็นผู้รู้นิพพานอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้.

 

๓๘๔.

ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ, ปารคู โหติ พฺราหฺมโณ,
อถสฺส สพฺเพ สํโยคา, อตฺถํ คจฺฉนฺติ ชานโต. (๒๖:)

 

เมื่อใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมทั้ง ๒ ประการ

เมื่อนั้น กิเลสเป็นเครื่องประกอบทั้งปวงของ

พราหมณ์นั้นผู้รู้แจ้ง ย่อมถึงความสาบสูญไป.

 

๓๘๕.

ยสฺส ปารํ อปารํ วา, ปาราปารํ น วิชฺชติ,
วีตทฺทรํ วิสญฺญุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:)

 

ฝั่งก็ดี ธรรมชาติมิใช่ฝั่งก็ดี ฝั่งและ

ธรรมชาติมิใช่ฝั่ง ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด

เรากล่าวผู้นั้นซึ่งมีความกระวนกระวายไป

ปราศแล้ว ผู้ไม่ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

๓๘๖.

ฌายึ วิรชมาสีนํ, กตกิจฺจํ อนาสวํ,
อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:)

 

เรากล่าวบุคคลผู้เพ่งฌานปราศจากธุลี

นั่งอยู่ผู้เดียว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ

บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๘๗.

ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ, รตฺติมาภาติ จนฺทิมา,
สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปติ, ฌายี ตปติ พฺราหฺมโณ,
อถ สพฺพมโหรตฺตึ, พุทฺโธ ตปติ เตชสา. (๒๖:)

 

พระอาทิตย์ย่อมส่องแสงสว่างในกลางวัน

พระจันทร์ย่อมส่องแสงสว่างในกลางคืน

กษัตริย์ทรงผูกสอดเครื่องครบย่อมมีสง่า

พราหมณ์ผู้เพ่งฌานย่อมรุ่งเรือง

ส่วนพระพุทธเจ้าย่อมรุ่งเรือง

ด้วยพระเดชตลอดวันและคืนทั้งสิ้น.

 

๓๘๘.

พาหิตปาโป หิ พฺราหฺมโณ,

สมจริยา สมโณติ วุจฺจติ,
ปพฺพาชยมตฺตโน มลํ,

ตสฺมา ปพฺพชิโตติ วุจฺจติ. (๒๖:)

 

บุคคลผู้มีบาปอันลอยแล้วแล เรากล่าวว่าเป็นพราหมณ์

เรากล่าวบุคคลว่าเป็นสมณะเพราะประพฤติสงบ

บุคคลผู้ขับไล่มลทินของตน เรากล่าวว่าเป็นบรรพชิต เพราะการขับไล่นั้น.

 

๓๘๙.

น พฺราหฺมณสฺส ปหเรยฺย, นาสฺส มุญฺเจถ พฺราหฺมโณ,
ธิ พฺราหฺมณสฺส หนฺตารํ, ตโต ธิ ยสฺส มุญฺจติ. (๒๖:)

 

พราหมณ์ไม่พึงประหารพราหมณ์

พราหมณ์ไม่พึงปล่อยเวรแก่พราหมณ์นั้น

เราติเตียนบุคคลผู้ประหารพราหมณ์

เราติเตียนบุคคลผู้ปล่อยเวรแก่พราหมณ์

กว่าบุคคลผู้ประหารนั้น.

 

๓๙๐.

น พฺราหฺมณสฺเสตทกิญฺจิ เสยฺโย,

ยทานิเสโธ มนโส ปิเยหิ,
ยโต ยโต หึสมโน นิวตฺตติ,

ตโต ตโต สมฺมติเมว ทุกฺขํ. (๒๖:)

 

การเกียจกันใจจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลาย

ของพราหมณ์ เป็นคุณประเสริฐหาน้อยไม่

ใจประกอบด้วยความเบียดเบียนย่อมกลับจากวัตถุใดๆ

ทุกข์ย่อมสงบได้หมดจากวัตถุนั้นๆ.

 

๓๙๑.

ยสฺส กาเยน วาจาย, มนสา นตฺถิ ทุกฺกตํ,
สํวุตํ ตีหิ ฐาเนหิ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจ

ผู้สำรวมแล้วจากฐานะทั้ง ๓ ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๒.

ยมฺหา ธมฺมํ วิชาเนยฺย, สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ,
สกฺกจฺจํ นํ นมสฺเสยฺย, อคฺคิหุตฺตํว พฺราหฺมโณ. (๒๖:๑๐)

 

บุคคลพึงรู้แจ้งธรรมอันพระสัมมา

สัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วจากบุคคลใด

พึงนอบน้อมบุคคลนั้นโดยเคารพ

เหมือนพราหมณ์นอบน้อมการบูชาไฟ ฉะนั้น.

 

๓๙๓.

น ชฏาหิ น โคตุเตน, น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ,
ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ, โส สุจี โส จ พฺราหฺมโณ. (๒๖:๑๑)

 

บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะการเกล้าชฎา

เพราะโคตร เพราะชาติหามิได้

สัจจะและธรรมะมีอยู่ในผู้ใด

ผู้นั้นเป็นผู้สะอาดอยู่ ผู้นั้นเป็นพราหมณด้วย.

 

๓๙๔.

กินฺเต ชฏาหิ ทุมฺเมธ, กินฺเต อชินสาฏิยา,
อพฺภนฺตรนฺเต คหณํ, พาหิรํ ปริมชฺชสิ. (๒๖:๑๒)

 

ดูกรท่านผู้มีปัญญาทราม

จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเกล้าชฎาแก่ท่าน

จะมีประโยชน์อะไร ด้วยผ้าสาฎกที่ทำด้วยหนังชะมดแก่ท่าน

ภายในของท่านรกชัฏ ท่านย่อมขัดสีแต่อวัยวะภายนอก.

 

๓๙๕.

ปํสุกูลธรํ ชนฺตุํ, กิสนฺธมนิสนฺถตํ,
เอกํ วนสฺมึ ฌายนฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๓)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ทรงผ้าบังสุกุล ซูบผอม

สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผู้เดียวเพ่ง (ฌาน)

อยู่ในป่านั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๖.

น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ, โยนิชํ มตฺติสมฺภวํ,
โภวาที นาม โส โหติ, ส เว โหติ สกิญฺจโน,
อกิญฺจนํ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๔)

 

ก็เราไม่กล่าวผู้ที่เกิดแต่กำเนิด

ผู้มีมารดาเป็นแดนเกิด ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่าโภวาที (ผู้กล่าวว่าท่านผู้เจริญ)

ผู้นั้นแลเป็นผู้มีกิเลสเครื่องกังวล เรากล่าวบุคคล

ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลผู้ไม่ถือมั่นนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๗.

สพฺพสํโยชนํ เฉตฺวา,โย เว น ปริตสฺสติ,
สงฺคาติคํ วิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๕)

 

เรากล่าวผู้ที่ตัดสังโยชน์ทั้งหมดได้

ไม่สะดุ้ง ผู้ล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้อง

ไม่ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๘.

เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ, สนฺทานํ สหนุกฺกมํ,
อุกฺขิตฺตปลิฆํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๖)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ตัดความโกรธดุจชะเนาะ

ตัดตัณหาดุจหนังหัวเกวียน และตัดทิฐิดุจเงื่อน

พร้อมทั้งอนุสัยดุจสายเสียได้ ผู้มีอวิชชาดุจลิ่ม

สลักอันถอนแล้ว ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๙.

อกฺโกสํ วธพนฺธญฺจ, อทุฏฺโฐ โย ติติกฺขติ,
ขนฺตีพลํ พลาณีกํตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๗)

 

เรากล่าวผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นได้ซึ่งการด่า

การทุบตีและการจองจำ ผู้มีกำลัง คือ ขันติ

ผู้มีหมู่พลเมืองคือขันติว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๐.

อกฺโกธนํ วตวนฺตํ, สีลวนฺตํ อนุสฺสทํ,
ทนฺตํ อนฺติมสารีรํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๘)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่โกรธ มีวัตร

มีศีลไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น

ฝึกตนแล้ว มีร่างกายตั้งอยู่

ในที่สุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๑.

วาริ โปกฺขรปตฺเตว, อารคฺเคริว สาสโป,
โย น ลิมฺปติ กาเมสุ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๙)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่ติดในกามทั้งหลาย

ดุจน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว

ดังเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บน

ปลายเหล็กแหลมนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๒.

โย ทุกฺขสฺส ปชานาติ, อิเธว ขยมตฺตโน,
ปนฺนภารํ วิสญฺญุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๐)

 

เรากล่าวผู้ที่รู้แจ้งความสิ้นทุกข์ของตนในธรรมวินัยนี้

มีภาระอันปลงแล้ว พรากแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๓.

คมฺภีรปญฺญํ เมธาวึ, มคฺคามคฺคสฺส โกวิทํ,
อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๑)

 

เรากล่าวบุคคลผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์

ผู้ฉลาดในมรรคและมิใช่มรรค

ผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๔.

อสํสฏฺฐํ คหฏฺเฐหิ, อนาคาเรหิ จูภยํ,
อโนกสารึ อปฺปิจฺฉํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๒)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคน ๒ พวก คือ

คฤหัสถ์และบรรพชิต ผู้ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป

ผู้มีความปรารถนาน้อยนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๕.

นิธาย ทณฺฑํ ภูเตสุ, ตเสสุ ถาวเรสุ จ,
โย น หนฺติ น ฆาเตติ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๓)

 

เรากล่าวผู้ที่วางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย

ผู้ที่สะดุ้งและมั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่า

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๖.

อวิรุทฺธํ วิรุทฺเธสุ, อตฺตทณฺเฑสุ นิพฺพุตํ,
สาทาเนสุ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๔)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่ผิดในผู้ผิด

ผู้ดับเสียในผู้ที่มีอาชญาในตน

ผู้ไม่ยึดถือในขันธ์ที่ยังมีความยึดถือนั้น

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๗.

ยสฺส ราโค จ โทโส จ, มาโน มกฺโข จ ปาติโต,
สาสโปริว อารคฺคา, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๕)

 

เรากล่าวผู้ที่ทำราคะ โทสะ มานะ

และมักขะให้ตกไป ดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาด

ที่เขาให้ตกไปจากปลายเหล็กแหลมนั้น

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๘.

อกกฺกสํ วิญฺญาปนึ, คิรํ สจฺจํ อุทีรเย,
ยาย นาภิสเช กญฺจิ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๖)

 

เรากล่าวบุคคลผู้เปล่งวาจาไม่หยาบคาย

อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้แจ่มแจ้งกันได้ เป็นคำจริง

ผู้ไม่ทำใครๆ ให้ขัดใจกันนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๙.

โยธ ทีฆํ วา รสฺสํ วา, อณุํ ถูลํ สุภาสุภํ,
โลเก อทินฺนํ นาทิยติ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๗)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้

ในโลกนี้ ยาวก็ตาม สั้นก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตาม

งามก็ตาม ไม่งามก็ตาม ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๐.

อาสา ยสฺส น วิชฺชนฺติ, อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ,
นิราสยํ วิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๘)

 

เรากล่าวผู้ไม่มีความหวังในโลกนี้และในโลกหน้า

ไม่มีตัณหา ไม่ประกอบด้วยกิเลส ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๑.

ยสฺสาลยา น วิชฺชนฺติ, อญฺญาย อกถงฺกถี,
อมโตคธํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๙)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่มีความอาลัย

ไม่เคลือบแคลงสงสัยเพราะรู้ทั่ว

หยั่งลงสู่อมตะ บรรลุโดยลำดับ

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๒.

โยธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ, อุโภ สงฺคํ อุปจฺจคา,
อโสกํ วิรชํ สุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๐)

 

เรากล่าวผู้ละทิ้งบุญและบาปทั้งสอง

ล่วงกิเลสเครื่องขัดข้องในโลกนี้

ผู้ไม่มีความโศก ปราศจากธุลี บริสุทธิ์

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๓.

จนฺทํว วิมลํ สุทฺธํ, วิปฺปสนฺนมนาวิลํ,
นนฺทิภวปริกฺขีณํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๑)

 

เรากล่าวผู้ที่มีความเพลิดเพลินในภพสิ้นแล้ว

ผู้บริสุทธิ์ มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เหมือนพระจันทร์

ปราศจากมลทินนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๔.

โย อิมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ, สํสารํ โมหมจฺจคา,
ติณฺโณ ปารคโต ฌายี, อเนโช อกถงฺกถี,
อนุปาทาย นิพฺพุโต, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๒)

 

เรากล่าวผู้ล่วงทางลื่น ทางที่ไปได้ยาก

สงสาร และโมหะนี้เสียได้ เป็นผู้ข้ามแล้ว

ถึงฝั่ง เพ่ง (ฌาน) ไม่หวั่นไหว ไม่มีความ

เคลือบแคลงสงสัย ดับแล้วเพราะไม่ถือมั่น

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๕.

โยธ กาเม ปหนฺตฺวาน, อนาคาโร ปริพฺพเช,
กามภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๓)

 

เรากล่าวผู้ละกามทั้งหลายในโลกนี้

เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้

มีกามและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๖.

โยธ ตณฺหํ ปหนฺตฺวาน, อนาคาโร ปริพฺพเช,
ตณฺหาภวปริกฺขีณํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๔)

เรากล่าวผู้ตัณหาในโลกนี้

เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้

มีตัณหาและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๗.

หิตฺวา มานุสกํ โยคํ, ทิพฺพํ โยคํ อุปจฺจคา,
สพฺพโยควิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๕)

 

เรากล่าวผู้ละโยคะของมนุษย์

ล่วงโยคะอันเป็นทิพย์ พรากแล้ว

จากโยคะทั้งปวง ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๘.

หิตฺวา รติญฺจ อรติญฺจ, สีติภูตํ นิรูปธึ,
สพฺพโลกาภิภุํ วีรํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๖)

 

เรากล่าวผู้ละความยินดี และความไม่ยินดีได้

เป็นผู้เย็นไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าไปทรงไว้

ครอบงำเสียซึ่งโลกทั้งปวง

ผู้แกล้วกล้า ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๙.

จุตึ โย เวทิ สตฺตานํ, อุปปตฺติญฺจ สพฺพโส,
อสตฺตํ สุคตํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๗)

 

เรากล่าวผู้รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย

โดยประการทั้งปวง ผู้ไม่ข้องอยู่ ไปดี

ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๐.

ยสฺส คตึ น ชานนฺติ, เทวา คนฺธพฺพมานุสา,
ขีณาสวํ อรหนฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๘)

 

เรากล่าวผู้ที่เทวดา คนธรรพ์และมนุษย์

รู้คติของเขาไม่ได้ มีอาสวะสิ้นแล้ว

เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๑.

ยสฺส ปุเร จ ปจฺฉา จ, มชฺเฌ จ นตฺถิ กิญฺจนํ,
อกิญฺจนํ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๙)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล

ในขันธ์ที่เป็นอดีต ในขันธ์ที่เป็นอนาคต

และในขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน ไม่มีความกังวล

ไม่มีความยึดถือว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๒.

อุสภํ ปวรํ วีรํ, มเหสึ วิชิตาวินํ,
อเนชํ นฺหาตกํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๔๐)

เรากล่าวผู้องอาจ ประเสริฐ แกล้วกล้า

แสวงหาคุณอันใหญ่ ชนะเสร็จแล้ว ไม่หวั่นไหว

ล้างกิเลส ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๓.

ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ, สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ,
อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต, อภิญฺญา โวสิโต มุนิ,
สพฺพโวสิตโวสานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๔๑)

 

 

พฺราหฺมณวคฺโค ฉพฺพีสติโม นิฏฺฐิโต.

เรากล่าวผู้ที่รู้ปุพเพนิวาส เห็นสวรรค์และอบาย

และได้ถึงความสิ้นไปแห่งชาติ อยู่จบพรหมจรรย์เพราะรู้ยิ่ง

เป็นมุนีอยู่จบพรหมจรรย์ทั้งปวงแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

จบพราหมณวรรคที่ ๒๖

 

 

 

Share this post

Last Updated on Wednesday, 29 August 2012 23:54
 
joomla template