logotype
คาถาธรรมบท_ยมกวรรคที่ ๑

. มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา, มโนเสฏฺฐา มโนมยา,
มนสา เจ ปทุฏฺเฐน, ภาสติ วา กโรติ วา,
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ, จกฺกํว วหโต ปทํ. (:)

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า

มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ

ถ้าบุคคลมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว

กล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม

ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้น เพราะทุจริต๓ อย่างนั้น

เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ตัวลากเกวียนไปอยู่ ฉะนั้น.

.

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา, มโนเสฏฺฐา มโนมยา,
มนสา เจ ปสนฺเนน, ภาสติ วา กโรติ วา,
ตโต นํ สุขมเนฺวติ, ฉายาว อนุปายินี. (:)

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า

มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ

ถ้าบุคคลมีใจผ่องใส กล่าวอยู่ก็ตามทำอยู่ก็ตาม

สุขย่อมไปตามบุคคลนั้น เพราะสุจริต ๓ อย่าง

เหมือนเงามีปรกติไปตาม ฉะนั้น.

.

อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ, อชินิ มํ อหาสิ เม,
เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ, เวรํ เตสํ น สมฺมติ. (:)

ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกเวรไว้ว่า

คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา

คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ เรา ดังนี้

เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่ระงับ.

.

อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ, อชินิ มํ อหาสิ เม,
เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ, เวรํ เตสูปสมฺมติ. (:)

ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกเวรไว้ว่า

คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา

คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ เรา ดังนี้

เวรของชนเหล่านั้นย่อมระงับ.

.

น หิ เวเรน เวรานิ, สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ,
อเวเรน จ สมฺมนฺติ, เอส ธมฺโม สนนฺตโน. (:)

 

ในกาลไหนๆ เวรในโลกนี้

ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย

แต่ย่อมระงับเพราะความไม่จองเวร

ธรรมนี้เป็นของเก่า.

.

ปเร จ น วิชานนฺติ, มยเมตฺถ ยมามฺหเส,
เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ, ตโต สมฺมนฺติ เมธคา. (:)

ก็ชนเหล่าอื่นไม่รู้สึกว่า

พวกเราย่อมยุบยับในท่ามกลางสงฆ์นี้

ส่วนชนเหล่าใด ในท่ามกลางสงฆ์นั้น ย่อมรู้สึก

ความหมายมั่นย่อมระงับจากชนเหล่านั้น.

.

สุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ, อินฺทฺริเยสุ อสํวุตํ,
โภชนมฺหิ จามตฺตญฺญุํ,, กุสีตํ หีนวีริยํ,
ตํ เว ปสหติ มาโร, วาโต รุกฺขํว ทุพฺพลํ. (:)

มารย่อมรังควาญบุคคลผู้มีปรกติเห็นอารมณ์ว่างาม

ผู้ไม่สำรวมแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย

ไม่รู้ประมาณในโภชนะ

เกียจคร้าน มีความเพียรเลว

เหมือนลมระรานต้นไม้ที่ทุรพล ฉะนั้น.

. อสุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ, อินฺทฺริเยสุ สุสํวุตํ,
โภชนมฺหิ จ มตฺตญฺญุํ, สทฺธํ อารทฺธวีริยํ,
ตํ เว นปฺปสหติ มาโร, วาโต เสลํว ปพฺพตํ. (:)

มารย่อมรังควาญไม่ได้ซึ่งบุคคลผู้มี

ปรกติเห็นอารมณ์ว่าไม่งามอยู่

สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย

รู้ประมาณในโภชนะ

มีศรัทธา ปรารภความเพียร

เหมือนลมระรานภูเขาหินไม่ได้ ฉะนั้น.

.

อนิกฺกสาโว กาสาวํ, โย วตฺถํ ปริทเหสฺสติ
อเปโต ทมสจฺเจน, น โส กาสาวมรหติ. (:)

ผู้ใดยังไม่หมดกิเลสดุจน้ำฝาด

ปราศจากทมะและสัจจะจักนุ่งห่มผ้า

กาสายะผู้นั้นไม่ควรเพื่อจะนุ่งห่มผ้ากาสายะ.

๑๐.

โย จ วนฺตกสาวสฺส, สีเลสุ สุสมาหิโต,
อุเปโต ทมสจฺเจน, ส เว กาสาวมรหติ. (:๑๐)

ส่วนผู้ใดมีกิเลสดุจน้ำฝาดอันคายแล้ว

ตั้งมั่นแล้วในศีลประกอบด้วยทมะและสัจจะ

ผู้นั้นแลย่อมควรเพื่อจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ.

๑๑.

อสาเร สารมติโน, สาเร จาสารทสฺสิโน,
เต สารํ นาธิคจฺฉนฺติ, มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา. (:๑๑)

ชนเหล่าใดมีความรู้ในธรรมอันหาสาระมิได้ว่าเป็นสาระ

และมีปกติเห็นในธรรมอันเป็นสาระ ว่าไม่เป็นสาระ

ชนเหล่านั้นมีความดำริผิดเป็นโคจร

ย่อมไม่บรรลุธรรมอันเป็นสาระ.

๑๒.

สารญฺจ สารโต ญตฺวา, อสารญฺจ อสารโต,
เต สารํ อธิคจฺฉนฺติ, สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา. (:๑๒)

ชนเหล่าใดรู้ธรรมอันเป็นสาระ โดยความเป็นสาระ

และรู้ธรรมอันหาสาระมิได้ โดยความเป็นธรรมอันหาสาระมิได้

ชนเหล่านั้นมีความดำริชอบเป็นโคจร

ย่อมบรรลุธรรมอันเป็นสาระ.

๑๓.

ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ, วุฏฺฐี สมติวิชฺฌติ,
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ, ราโค สมติวิชฺฌติ. (:๑๓)

ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่บุคคลมุงไม่ดี ฉันใด

ราคะย่อมรั่วรดจิตที่บุคคลไม่อบรมแล้ว ฉันนั้น.

๑๔.

ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ, วุฏฺฐี น สมติวิชฺฌติ,
เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ, ราโค น สมติวิชฺฌติ. (:๑๔)

ฝนย่อมไม่รั่วรดเรือนที่บุคคลมุงดี ฉันใด

ราคะย่อมไม่รั่วรดจิตที่บุคคลอบรมดีแล้วฉันนั้น.

๑๕.

อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ,

ปาปการี อุภยตฺถ โสจติ,
โส โสจติ โส วิหญฺญติ,

ทิสฺวา กมฺมกิลิฏฺฐมตฺตโน. (:๑๕)

บุคคลผู้ทำบาปย่อมเศร้าโศกในโลกนี้

ย่อมเศร้าโศกในโลกหน้า

ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง

บุคคลผู้ทำบาปนั้นย่อมเศร้าโศก

บุคคลผู้ทำบาปนั้นเห็นกรรมที่เศร้าหมอง

ของตนแล้ว ย่อมเดือดร้อน.

๑๖.

อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ,

กตปุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ,
โส โมทติ โส ปโมทติ,

ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโน. (:๑๖)

ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมบันเทิงในโลกนี้

ย่อมบันเทิงในโลกหน้า

ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง

ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นย่อมบันเทิง

ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นเห็นความ

บริสุทธิ์แห่งกรรมของตนแล้ว

ย่อมบันเทิงอย่างยิ่ง.

๑๗.

อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ,

ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ,
ปาปํ เม กตนฺติ ตปฺปติ,

ภิยฺโย ตปฺปติ ทุคฺคตึ คโต. (:๑๗)

บุคคลผู้ทำบาปย่อมเดือดร้อนในโลกนี้

ย่อมเดือดร้อนในโลกหน้า

ย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสอง

บุคคลผู้ทำบาปนั้นย่อมเดือดร้อนว่า

บาปเราทำแล้ว บุคคลผู้ทำบาปนั้นไปสู่ทุคติแล้ว

ย่อมเดือดร้อนโดยยิ่ง.

๑๘.

อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ,

กตปุญฺโญ อุภยตฺถ นนฺทติ,
ปุญฺญํ เม กตนฺติ นนฺทติ,

ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต. (:๑๘)

ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้

ย่อมเพลิดเพลินในโลกหน้า

ย่อมเพลิดเพลินในโลกทั้งสอง

ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมเพลิดเพลินว่า

บุญอันเราทำไว้แล้ว ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นไปสู่สุคติ

ย่อมเพลิดเพลินโดยยิ่ง.

๑๙.

พหุมฺปิ เจ สหิตภาสมาโน,
น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต,
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ,
น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ. (:๑๙)

หากว่านรชนกล่าวคำอันมีประโยชน์แม้มาก

แต่เป็นผู้ไม่ทำกรรมอันการกบุคคลพึงกระทำ

เป็นผู้ประมาทแล้วไซร้ นรชนนั้นย่อมไม่เป็น

ผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องความเป็นสมณะ ประดุจ

นายโคบาลนับโคของชนเหล่าอื่น

ย่อมไม่มีส่วนแห่งปัญจโครส ฉะนั้น.

๒๐.

อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน,
ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี,
ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ,
สมฺมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต,
อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา,
ส ภาควา สามญฺญสฺส โหติ. (:๒๐)


ยมกวคฺโค ปฐโม.

หากว่านรชนกล่าวคำอันมีประโยชน์แม้น้อย

ย่อมประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ละราคะ โทสะ

และโมหะแล้ว รู้ทั่วโดยชอบ มีจิตหลุดพ้นด้วยดีแล้ว

ไม่ถือมั่นในโลกนี้หรือในโลกหน้า นรชนนั้นย่อมเป็น

ผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องความเป็นสมณะ.

จบยมกวรรคที่ ๑

 

image1 image2 image3
Home พระคาถาธรรมบท ๒๖ วรรค คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖

Main Menu

Dhammapada Chanted in Pāḷi (Anandajoti Bhikkhu)-

คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖ Print E-mail

๓๘๓.

ฉินฺท โสตํ ปรกฺกมฺม, กาเม ปนูท พฺราหฺมณ,
สงฺขารานํ ขยํ ญตฺวา, อกตญฺญูสิ พฺราหฺมณ. (๒๖:)

 คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖

ดูกรพราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแส

ตัณหาเสีย จงบรรเทากามทั้งหลายเสีย

ดูกรพราหมณ์ ท่านรู้ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว

จะเป็นผู้รู้นิพพานอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้.

 

๓๘๔.

ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ, ปารคู โหติ พฺราหฺมโณ,
อถสฺส สพฺเพ สํโยคา, อตฺถํ คจฺฉนฺติ ชานโต. (๒๖:)

 

เมื่อใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมทั้ง ๒ ประการ

เมื่อนั้น กิเลสเป็นเครื่องประกอบทั้งปวงของ

พราหมณ์นั้นผู้รู้แจ้ง ย่อมถึงความสาบสูญไป.

 

๓๘๕.

ยสฺส ปารํ อปารํ วา, ปาราปารํ น วิชฺชติ,
วีตทฺทรํ วิสญฺญุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:)

 

ฝั่งก็ดี ธรรมชาติมิใช่ฝั่งก็ดี ฝั่งและ

ธรรมชาติมิใช่ฝั่ง ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด

เรากล่าวผู้นั้นซึ่งมีความกระวนกระวายไป

ปราศแล้ว ผู้ไม่ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

๓๘๖.

ฌายึ วิรชมาสีนํ, กตกิจฺจํ อนาสวํ,
อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:)

 

เรากล่าวบุคคลผู้เพ่งฌานปราศจากธุลี

นั่งอยู่ผู้เดียว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ

บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๘๗.

ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ, รตฺติมาภาติ จนฺทิมา,
สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปติ, ฌายี ตปติ พฺราหฺมโณ,
อถ สพฺพมโหรตฺตึ, พุทฺโธ ตปติ เตชสา. (๒๖:)

 

พระอาทิตย์ย่อมส่องแสงสว่างในกลางวัน

พระจันทร์ย่อมส่องแสงสว่างในกลางคืน

กษัตริย์ทรงผูกสอดเครื่องครบย่อมมีสง่า

พราหมณ์ผู้เพ่งฌานย่อมรุ่งเรือง

ส่วนพระพุทธเจ้าย่อมรุ่งเรือง

ด้วยพระเดชตลอดวันและคืนทั้งสิ้น.

 

๓๘๘.

พาหิตปาโป หิ พฺราหฺมโณ,

สมจริยา สมโณติ วุจฺจติ,
ปพฺพาชยมตฺตโน มลํ,

ตสฺมา ปพฺพชิโตติ วุจฺจติ. (๒๖:)

 

บุคคลผู้มีบาปอันลอยแล้วแล เรากล่าวว่าเป็นพราหมณ์

เรากล่าวบุคคลว่าเป็นสมณะเพราะประพฤติสงบ

บุคคลผู้ขับไล่มลทินของตน เรากล่าวว่าเป็นบรรพชิต เพราะการขับไล่นั้น.

 

๓๘๙.

น พฺราหฺมณสฺส ปหเรยฺย, นาสฺส มุญฺเจถ พฺราหฺมโณ,
ธิ พฺราหฺมณสฺส หนฺตารํ, ตโต ธิ ยสฺส มุญฺจติ. (๒๖:)

 

พราหมณ์ไม่พึงประหารพราหมณ์

พราหมณ์ไม่พึงปล่อยเวรแก่พราหมณ์นั้น

เราติเตียนบุคคลผู้ประหารพราหมณ์

เราติเตียนบุคคลผู้ปล่อยเวรแก่พราหมณ์

กว่าบุคคลผู้ประหารนั้น.

 

๓๙๐.

น พฺราหฺมณสฺเสตทกิญฺจิ เสยฺโย,

ยทานิเสโธ มนโส ปิเยหิ,
ยโต ยโต หึสมโน นิวตฺตติ,

ตโต ตโต สมฺมติเมว ทุกฺขํ. (๒๖:)

 

การเกียจกันใจจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลาย

ของพราหมณ์ เป็นคุณประเสริฐหาน้อยไม่

ใจประกอบด้วยความเบียดเบียนย่อมกลับจากวัตถุใดๆ

ทุกข์ย่อมสงบได้หมดจากวัตถุนั้นๆ.

 

๓๙๑.

ยสฺส กาเยน วาจาย, มนสา นตฺถิ ทุกฺกตํ,
สํวุตํ ตีหิ ฐาเนหิ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจ

ผู้สำรวมแล้วจากฐานะทั้ง ๓ ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๒.

ยมฺหา ธมฺมํ วิชาเนยฺย, สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ,
สกฺกจฺจํ นํ นมสฺเสยฺย, อคฺคิหุตฺตํว พฺราหฺมโณ. (๒๖:๑๐)

 

บุคคลพึงรู้แจ้งธรรมอันพระสัมมา

สัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วจากบุคคลใด

พึงนอบน้อมบุคคลนั้นโดยเคารพ

เหมือนพราหมณ์นอบน้อมการบูชาไฟ ฉะนั้น.

 

๓๙๓.

น ชฏาหิ น โคตุเตน, น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ,
ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ, โส สุจี โส จ พฺราหฺมโณ. (๒๖:๑๑)

 

บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะการเกล้าชฎา

เพราะโคตร เพราะชาติหามิได้

สัจจะและธรรมะมีอยู่ในผู้ใด

ผู้นั้นเป็นผู้สะอาดอยู่ ผู้นั้นเป็นพราหมณด้วย.

 

๓๙๔.

กินฺเต ชฏาหิ ทุมฺเมธ, กินฺเต อชินสาฏิยา,
อพฺภนฺตรนฺเต คหณํ, พาหิรํ ปริมชฺชสิ. (๒๖:๑๒)

 

ดูกรท่านผู้มีปัญญาทราม

จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเกล้าชฎาแก่ท่าน

จะมีประโยชน์อะไร ด้วยผ้าสาฎกที่ทำด้วยหนังชะมดแก่ท่าน

ภายในของท่านรกชัฏ ท่านย่อมขัดสีแต่อวัยวะภายนอก.

 

๓๙๕.

ปํสุกูลธรํ ชนฺตุํ, กิสนฺธมนิสนฺถตํ,
เอกํ วนสฺมึ ฌายนฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๓)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ทรงผ้าบังสุกุล ซูบผอม

สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผู้เดียวเพ่ง (ฌาน)

อยู่ในป่านั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๖.

น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ, โยนิชํ มตฺติสมฺภวํ,
โภวาที นาม โส โหติ, ส เว โหติ สกิญฺจโน,
อกิญฺจนํ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๔)

 

ก็เราไม่กล่าวผู้ที่เกิดแต่กำเนิด

ผู้มีมารดาเป็นแดนเกิด ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่าโภวาที (ผู้กล่าวว่าท่านผู้เจริญ)

ผู้นั้นแลเป็นผู้มีกิเลสเครื่องกังวล เรากล่าวบุคคล

ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลผู้ไม่ถือมั่นนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๗.

สพฺพสํโยชนํ เฉตฺวา,โย เว น ปริตสฺสติ,
สงฺคาติคํ วิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๕)

 

เรากล่าวผู้ที่ตัดสังโยชน์ทั้งหมดได้

ไม่สะดุ้ง ผู้ล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้อง

ไม่ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๘.

เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ, สนฺทานํ สหนุกฺกมํ,
อุกฺขิตฺตปลิฆํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๖)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ตัดความโกรธดุจชะเนาะ

ตัดตัณหาดุจหนังหัวเกวียน และตัดทิฐิดุจเงื่อน

พร้อมทั้งอนุสัยดุจสายเสียได้ ผู้มีอวิชชาดุจลิ่ม

สลักอันถอนแล้ว ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๙.

อกฺโกสํ วธพนฺธญฺจ, อทุฏฺโฐ โย ติติกฺขติ,
ขนฺตีพลํ พลาณีกํตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๗)

 

เรากล่าวผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นได้ซึ่งการด่า

การทุบตีและการจองจำ ผู้มีกำลัง คือ ขันติ

ผู้มีหมู่พลเมืองคือขันติว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๐.

อกฺโกธนํ วตวนฺตํ, สีลวนฺตํ อนุสฺสทํ,
ทนฺตํ อนฺติมสารีรํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๘)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่โกรธ มีวัตร

มีศีลไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น

ฝึกตนแล้ว มีร่างกายตั้งอยู่

ในที่สุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๑.

วาริ โปกฺขรปตฺเตว, อารคฺเคริว สาสโป,
โย น ลิมฺปติ กาเมสุ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๙)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่ติดในกามทั้งหลาย

ดุจน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว

ดังเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บน

ปลายเหล็กแหลมนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๒.

โย ทุกฺขสฺส ปชานาติ, อิเธว ขยมตฺตโน,
ปนฺนภารํ วิสญฺญุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๐)

 

เรากล่าวผู้ที่รู้แจ้งความสิ้นทุกข์ของตนในธรรมวินัยนี้

มีภาระอันปลงแล้ว พรากแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๓.

คมฺภีรปญฺญํ เมธาวึ, มคฺคามคฺคสฺส โกวิทํ,
อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๑)

 

เรากล่าวบุคคลผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์

ผู้ฉลาดในมรรคและมิใช่มรรค

ผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๔.

อสํสฏฺฐํ คหฏฺเฐหิ, อนาคาเรหิ จูภยํ,
อโนกสารึ อปฺปิจฺฉํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๒)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคน ๒ พวก คือ

คฤหัสถ์และบรรพชิต ผู้ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป

ผู้มีความปรารถนาน้อยนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๕.

นิธาย ทณฺฑํ ภูเตสุ, ตเสสุ ถาวเรสุ จ,
โย น หนฺติ น ฆาเตติ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๓)

 

เรากล่าวผู้ที่วางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย

ผู้ที่สะดุ้งและมั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่า

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๖.

อวิรุทฺธํ วิรุทฺเธสุ, อตฺตทณฺเฑสุ นิพฺพุตํ,
สาทาเนสุ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๔)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่ผิดในผู้ผิด

ผู้ดับเสียในผู้ที่มีอาชญาในตน

ผู้ไม่ยึดถือในขันธ์ที่ยังมีความยึดถือนั้น

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๗.

ยสฺส ราโค จ โทโส จ, มาโน มกฺโข จ ปาติโต,
สาสโปริว อารคฺคา, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๕)

 

เรากล่าวผู้ที่ทำราคะ โทสะ มานะ

และมักขะให้ตกไป ดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาด

ที่เขาให้ตกไปจากปลายเหล็กแหลมนั้น

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๘.

อกกฺกสํ วิญฺญาปนึ, คิรํ สจฺจํ อุทีรเย,
ยาย นาภิสเช กญฺจิ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๖)

 

เรากล่าวบุคคลผู้เปล่งวาจาไม่หยาบคาย

อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้แจ่มแจ้งกันได้ เป็นคำจริง

ผู้ไม่ทำใครๆ ให้ขัดใจกันนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๙.

โยธ ทีฆํ วา รสฺสํ วา, อณุํ ถูลํ สุภาสุภํ,
โลเก อทินฺนํ นาทิยติ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๗)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้

ในโลกนี้ ยาวก็ตาม สั้นก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตาม

งามก็ตาม ไม่งามก็ตาม ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๐.

อาสา ยสฺส น วิชฺชนฺติ, อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ,
นิราสยํ วิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๘)

 

เรากล่าวผู้ไม่มีความหวังในโลกนี้และในโลกหน้า

ไม่มีตัณหา ไม่ประกอบด้วยกิเลส ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๑.

ยสฺสาลยา น วิชฺชนฺติ, อญฺญาย อกถงฺกถี,
อมโตคธํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๙)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่มีความอาลัย

ไม่เคลือบแคลงสงสัยเพราะรู้ทั่ว

หยั่งลงสู่อมตะ บรรลุโดยลำดับ

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๒.

โยธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ, อุโภ สงฺคํ อุปจฺจคา,
อโสกํ วิรชํ สุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๐)

 

เรากล่าวผู้ละทิ้งบุญและบาปทั้งสอง

ล่วงกิเลสเครื่องขัดข้องในโลกนี้

ผู้ไม่มีความโศก ปราศจากธุลี บริสุทธิ์

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๓.

จนฺทํว วิมลํ สุทฺธํ, วิปฺปสนฺนมนาวิลํ,
นนฺทิภวปริกฺขีณํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๑)

 

เรากล่าวผู้ที่มีความเพลิดเพลินในภพสิ้นแล้ว

ผู้บริสุทธิ์ มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เหมือนพระจันทร์

ปราศจากมลทินนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๔.

โย อิมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ, สํสารํ โมหมจฺจคา,
ติณฺโณ ปารคโต ฌายี, อเนโช อกถงฺกถี,
อนุปาทาย นิพฺพุโต, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๒)

 

เรากล่าวผู้ล่วงทางลื่น ทางที่ไปได้ยาก

สงสาร และโมหะนี้เสียได้ เป็นผู้ข้ามแล้ว

ถึงฝั่ง เพ่ง (ฌาน) ไม่หวั่นไหว ไม่มีความ

เคลือบแคลงสงสัย ดับแล้วเพราะไม่ถือมั่น

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๕.

โยธ กาเม ปหนฺตฺวาน, อนาคาโร ปริพฺพเช,
กามภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๓)

 

เรากล่าวผู้ละกามทั้งหลายในโลกนี้

เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้

มีกามและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๖.

โยธ ตณฺหํ ปหนฺตฺวาน, อนาคาโร ปริพฺพเช,
ตณฺหาภวปริกฺขีณํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๔)

เรากล่าวผู้ตัณหาในโลกนี้

เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้

มีตัณหาและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๗.

หิตฺวา มานุสกํ โยคํ, ทิพฺพํ โยคํ อุปจฺจคา,
สพฺพโยควิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๕)

 

เรากล่าวผู้ละโยคะของมนุษย์

ล่วงโยคะอันเป็นทิพย์ พรากแล้ว

จากโยคะทั้งปวง ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๘.

หิตฺวา รติญฺจ อรติญฺจ, สีติภูตํ นิรูปธึ,
สพฺพโลกาภิภุํ วีรํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๖)

 

เรากล่าวผู้ละความยินดี และความไม่ยินดีได้

เป็นผู้เย็นไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าไปทรงไว้

ครอบงำเสียซึ่งโลกทั้งปวง

ผู้แกล้วกล้า ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๙.

จุตึ โย เวทิ สตฺตานํ, อุปปตฺติญฺจ สพฺพโส,
อสตฺตํ สุคตํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๗)

 

เรากล่าวผู้รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย

โดยประการทั้งปวง ผู้ไม่ข้องอยู่ ไปดี

ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๐.

ยสฺส คตึ น ชานนฺติ, เทวา คนฺธพฺพมานุสา,
ขีณาสวํ อรหนฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๘)

 

เรากล่าวผู้ที่เทวดา คนธรรพ์และมนุษย์

รู้คติของเขาไม่ได้ มีอาสวะสิ้นแล้ว

เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๑.

ยสฺส ปุเร จ ปจฺฉา จ, มชฺเฌ จ นตฺถิ กิญฺจนํ,
อกิญฺจนํ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๙)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล

ในขันธ์ที่เป็นอดีต ในขันธ์ที่เป็นอนาคต

และในขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน ไม่มีความกังวล

ไม่มีความยึดถือว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๒.

อุสภํ ปวรํ วีรํ, มเหสึ วิชิตาวินํ,
อเนชํ นฺหาตกํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๔๐)

เรากล่าวผู้องอาจ ประเสริฐ แกล้วกล้า

แสวงหาคุณอันใหญ่ ชนะเสร็จแล้ว ไม่หวั่นไหว

ล้างกิเลส ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๓.

ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ, สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ,
อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต, อภิญฺญา โวสิโต มุนิ,
สพฺพโวสิตโวสานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๔๑)

 

 

พฺราหฺมณวคฺโค ฉพฺพีสติโม นิฏฺฐิโต.

เรากล่าวผู้ที่รู้ปุพเพนิวาส เห็นสวรรค์และอบาย

และได้ถึงความสิ้นไปแห่งชาติ อยู่จบพรหมจรรย์เพราะรู้ยิ่ง

เป็นมุนีอยู่จบพรหมจรรย์ทั้งปวงแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

จบพราหมณวรรคที่ ๒๖

 

 

 

Share this post

Last Updated on Wednesday, 29 August 2012 23:54
 
joomla template