logotype
คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕

๖๐. ทีฆา ชาครโต รตฺติ, ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ,
ทีโฆ พาลาน สํสาโร, สทฺธมฺมํ อวิชานตํ. (๕:๑)


 

ราตรียาวแก่คนผู้ตื่นอยู่ โยชน์ยาวแก่คนผู้เมื่อยล้า

สงสารยาวแก่คนพาล ผู้ไม่รู้แจ้งพระสัทธรรม.

๖๑.

จรญฺเจ นาธิคจฺเฉยฺย, เสยฺยํ สทิสมตฺตโน,
เอกจริยํ ทฬฺหํ กยิรา, นตฺถิ พาเล สหายตา. (๕:๒)

ถ้าว่าบุคคลเมื่อเที่ยวไป ไม่พึงประสบ

สหายประเสริฐกว่าตน หรือสหายผู้เช่นด้วยตนไซร้

บุคคลนั้นพึงทำการเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่น

เพราะว่าคุณเครื่องความเป็นสหาย ย่อมไม่มีในคนพาล.

๖๒.

ปุตฺตา มตฺถิ ธนมตฺถิ, อิติ พาโล วิหญฺญติ,
อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ, กุโต ปุตฺตา กุโต ธนํ. (๕:๓)

คนพาลย่อมเดือดร้อนว่า

บุตรของเรามีอยู่ ทรัพย์ของเรามีอยู่ ดังนี้

ตนนั่นแลย่อมไม่มีแก่ตน

บุตรทั้งหลายแต่ที่ไหน ทรัพย์แต่ที่ไหน.

๖๓.

โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ, ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส,
พาโล จ ปณฺฑิตมานี, ส เว พาโลติ วุจฺจติ. (๕:๔)

ผู้ใดเป็นพาลย่อมสำคัญความที่ตนเป็นพาลได้

ด้วยเหตุนั้น ผู้นั้นยังเป็นบัณฑิตได้บ้าง

ส่วนผู้ใดเป็นพาลมีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต

ผู้นั้นแลเรากล่าวว่าเป็นพาล.

๖๔.

ยาวชีวมฺปิ เจ พาโล, ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ,
น โส ธมฺมํ วิชานาติ, ทพฺพี สูปรสํ ยถา. (๕:๕)

ถ้าคนพาลเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตแม้ตลอดชีวิต

เขาย่อมไม่รู้แจ้งธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้จักรสแกง ฉะนั้น.

๖๕.

มุหุตฺตมปิ เจ วิญฺญู, ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ,
ขิปฺปํ ธมฺมํ วิชานาติ, ชิวฺหา สูปรสํ ยถา. (๕:๖)

ถ้าว่าวิญญูชนเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตแม้ครู่หนึ่ง

ท่านย่อมรู้ธรรมได้ฉับพลัน เหมือนลิ้นรู้รสแกงฉะนั้น.

๖๖.

จรนฺติ พาลา ทุมฺเมธา, อมิตฺเตเนว อตฺตนา,
กโรนฺตา ปาปกํ กมฺมํ, ยํ โหติ กฏุกปฺผลํ. (๕:๗)

คนพาลมีปัญญาทราม มีตนเหมือนข้าศึกเที่ยว

ทำบาปกรรม อันมีผลเผ็ดร้อน.

๖๗.

น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ, ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ,
ยสฺส อสฺสุมุโข โรทํ, วิปากํ ปฏิเสวติ. (๕:๘)

บุคคลทำกรรมใดแล้วย่อมเดือดร้อน

ในภายหลัง กรรมนั้นทำแล้วไม่ดี

บุคคลมีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่

ย่อมเสพผลของกรรมใด กรรมนั้นทำแล้วไม่ดี.

๖๘.

ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ, ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ,
ยสฺส ปตีโต สุมโน, วิปากํ ปฏิเสวติ. (๕:๙)

บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง

กรรมนั้นแลทำแล้วเป็นดี บุคคลอันปีติโสมนัส

เข้าถึงแล้ว [ด้วยกำลังแห่งปีติ] [ด้วยกำลังแห่งโสมนัส]

ย่อมเสพผลแห่งกรรมใด กรรมนั้นทำแล้วเป็นดี.

๖๙.

มธุวา มญฺญตี พาโล, ยาว ปาปํ น ปจฺจติ,
ยทา จ ปจฺจติ ปาปํ, อถ (พาโล) ทุกฺขํ นิคจฺฉติ. (๕:๑๐)

คนพาลย่อมสำคัญบาปประดุจน้ำหวาน

ตลอดกาลที่บาปยังไม่ให้ผล

แต่บาปให้ผลเมื่อใด

คนพาลย่อมเข้าถึงทุกข์เมื่อนั้น.

๗๐.

มาเส มาเส กุสคฺเคน, พาโล ภุญฺเชถ โภชนํ,
น โส สงฺขาตธมฺมานํ, กลํ อคฺฆติ โสฬสึ. (๕:๑๑)

คนพาลถึงบริโภคโภชนะด้วยปลายหญ้าคาทุกเดือนๆ

เขาย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ซึ่งจำแนกออกไปแล้ว ๑๖ หน

ของพระอริยบุคคลทั้งหลายผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว.

๗๑.

น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ, สชฺชุขีรํว มุจฺจติ,
ฑหนฺตํ พาลมเนฺวติ, ภสฺมาจฺฉนฺโนว ปาวโก. (๕:๑๒)

ก็บาปกรรมบุคคลทำแล้วยังไม่แปรไป

เหมือนน้ำนมในวันนี้ยังไม่แปรไปฉะนั้น

บาปกรรมนั้นย่อมตามเผาคนพาล

เหมือนไฟอันเถ้าปกปิดแล้ว ฉะนั้น.

๗๒.

ยาวเทว อนตฺถาย, ญตฺตํ พาลสฺส ชายติ,
หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํ, มุทฺธํ อสฺส วิปาตยํ. (๕:๑๓)

ความรู้นั้นย่อมเกิดแก่คนพาล

เพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์อย่างเดียว

ความรู้ ยังปัญญาชื่อว่ามุทธาของเขาให้ฉิบหายตกไป

ย่อมฆ่าส่วนแห่งธรรมขาวของคนพาลเสีย.

๗๓.

อสนฺตํ ภาวนมิจฺเฉยฺย, ปุเรกฺขารญฺจ ภิกฺขุสุ,
อาวาเสสุ จ อิสฺสริยํ, ปูชา ปรกุเลสุ จ. (๕:๑๔)

ภิกษุผู้เป็นพาล พึงปรารถนาความสรรเสริญอันไม่มีอยู่

ความห้อมล้อมในภิกษุทั้งหลาย ความเป็นใหญ่ในอาวาส

และการบูชาในสกุลของชนเหล่าอื่น.

๗๔.

มเมว กตมญฺญนฺตุคิหี ปพฺพชิตา อุโภ,
มเมว อติวสา อสฺสุ, กิจฺจากิจฺเจสุ กิสฺมิจิ,
อิติ พาลสฺส สงฺกปฺโป, อิสฺสา มาโน จ วฑฺฒติ. (๕:๑๕)

ความดำริย่อมบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุพาลว่า

คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งสองฝ่าย จงสำคัญ

กรรมที่บุคคลทำแล้วว่า เพราะอาศัยเราผู้เดียว

คฤหัสถ์และบรรพชิตเหล่านั้นจงเป็นไปในอำนาจของเราผู้เดียว

ในบรรดากิจน้อยและกิจใหญ่ทั้งหลาย กิจอะไรๆ อิจฉา [ความริษยา]

มานะ [ความถือตัว] ย่อมเจริญแก่ภิกษุพาลนั้น.

๗๕.

อญฺญา หิ ลาภูปนิสา, อญฺญา นิพฺพานคามินี,
เอวเมตํ อภิญฺญาย, ภิกฺขุ พุทฺธสฺส สาวโก,
สกฺการํ นาภินนฺเทยฺย, วิเวกมนุพฺรูหเย. (๕:๑๖)

พาลวคฺโค ปญฺจโม.

ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้ารู้ยิ่งแล้ว ซึ่งปฏิปทา ๒ อย่าง

นี้ว่า ปฏิปทาอันเข้าอาศัยลาภเป็นอย่างหนึ่ง

ปฏิปทาเครื่องให้ถึงนิพพานเป็นอย่างหนึ่ง ดังนี้แล้ว

ไม่พึงเพลิดเพลินสักการะ พึงพอกพูนวิเวกเนืองๆ.

จบพาลวรรคที่ ๕

image1 image2 image3
Home พระคาถาธรรมบท ๒๖ วรรค คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖

Main Menu

Dhammapada Chanted in Pāḷi (Anandajoti Bhikkhu)-

คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖ Print E-mail

๓๘๓.

ฉินฺท โสตํ ปรกฺกมฺม, กาเม ปนูท พฺราหฺมณ,
สงฺขารานํ ขยํ ญตฺวา, อกตญฺญูสิ พฺราหฺมณ. (๒๖:)

 คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖

ดูกรพราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแส

ตัณหาเสีย จงบรรเทากามทั้งหลายเสีย

ดูกรพราหมณ์ ท่านรู้ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว

จะเป็นผู้รู้นิพพานอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้.

 

๓๘๔.

ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ, ปารคู โหติ พฺราหฺมโณ,
อถสฺส สพฺเพ สํโยคา, อตฺถํ คจฺฉนฺติ ชานโต. (๒๖:)

 

เมื่อใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมทั้ง ๒ ประการ

เมื่อนั้น กิเลสเป็นเครื่องประกอบทั้งปวงของ

พราหมณ์นั้นผู้รู้แจ้ง ย่อมถึงความสาบสูญไป.

 

๓๘๕.

ยสฺส ปารํ อปารํ วา, ปาราปารํ น วิชฺชติ,
วีตทฺทรํ วิสญฺญุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:)

 

ฝั่งก็ดี ธรรมชาติมิใช่ฝั่งก็ดี ฝั่งและ

ธรรมชาติมิใช่ฝั่ง ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด

เรากล่าวผู้นั้นซึ่งมีความกระวนกระวายไป

ปราศแล้ว ผู้ไม่ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

๓๘๖.

ฌายึ วิรชมาสีนํ, กตกิจฺจํ อนาสวํ,
อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:)

 

เรากล่าวบุคคลผู้เพ่งฌานปราศจากธุลี

นั่งอยู่ผู้เดียว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ

บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๘๗.

ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ, รตฺติมาภาติ จนฺทิมา,
สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปติ, ฌายี ตปติ พฺราหฺมโณ,
อถ สพฺพมโหรตฺตึ, พุทฺโธ ตปติ เตชสา. (๒๖:)

 

พระอาทิตย์ย่อมส่องแสงสว่างในกลางวัน

พระจันทร์ย่อมส่องแสงสว่างในกลางคืน

กษัตริย์ทรงผูกสอดเครื่องครบย่อมมีสง่า

พราหมณ์ผู้เพ่งฌานย่อมรุ่งเรือง

ส่วนพระพุทธเจ้าย่อมรุ่งเรือง

ด้วยพระเดชตลอดวันและคืนทั้งสิ้น.

 

๓๘๘.

พาหิตปาโป หิ พฺราหฺมโณ,

สมจริยา สมโณติ วุจฺจติ,
ปพฺพาชยมตฺตโน มลํ,

ตสฺมา ปพฺพชิโตติ วุจฺจติ. (๒๖:)

 

บุคคลผู้มีบาปอันลอยแล้วแล เรากล่าวว่าเป็นพราหมณ์

เรากล่าวบุคคลว่าเป็นสมณะเพราะประพฤติสงบ

บุคคลผู้ขับไล่มลทินของตน เรากล่าวว่าเป็นบรรพชิต เพราะการขับไล่นั้น.

 

๓๘๙.

น พฺราหฺมณสฺส ปหเรยฺย, นาสฺส มุญฺเจถ พฺราหฺมโณ,
ธิ พฺราหฺมณสฺส หนฺตารํ, ตโต ธิ ยสฺส มุญฺจติ. (๒๖:)

 

พราหมณ์ไม่พึงประหารพราหมณ์

พราหมณ์ไม่พึงปล่อยเวรแก่พราหมณ์นั้น

เราติเตียนบุคคลผู้ประหารพราหมณ์

เราติเตียนบุคคลผู้ปล่อยเวรแก่พราหมณ์

กว่าบุคคลผู้ประหารนั้น.

 

๓๙๐.

น พฺราหฺมณสฺเสตทกิญฺจิ เสยฺโย,

ยทานิเสโธ มนโส ปิเยหิ,
ยโต ยโต หึสมโน นิวตฺตติ,

ตโต ตโต สมฺมติเมว ทุกฺขํ. (๒๖:)

 

การเกียจกันใจจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลาย

ของพราหมณ์ เป็นคุณประเสริฐหาน้อยไม่

ใจประกอบด้วยความเบียดเบียนย่อมกลับจากวัตถุใดๆ

ทุกข์ย่อมสงบได้หมดจากวัตถุนั้นๆ.

 

๓๙๑.

ยสฺส กาเยน วาจาย, มนสา นตฺถิ ทุกฺกตํ,
สํวุตํ ตีหิ ฐาเนหิ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจ

ผู้สำรวมแล้วจากฐานะทั้ง ๓ ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๒.

ยมฺหา ธมฺมํ วิชาเนยฺย, สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ,
สกฺกจฺจํ นํ นมสฺเสยฺย, อคฺคิหุตฺตํว พฺราหฺมโณ. (๒๖:๑๐)

 

บุคคลพึงรู้แจ้งธรรมอันพระสัมมา

สัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วจากบุคคลใด

พึงนอบน้อมบุคคลนั้นโดยเคารพ

เหมือนพราหมณ์นอบน้อมการบูชาไฟ ฉะนั้น.

 

๓๙๓.

น ชฏาหิ น โคตุเตน, น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ,
ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ, โส สุจี โส จ พฺราหฺมโณ. (๒๖:๑๑)

 

บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะการเกล้าชฎา

เพราะโคตร เพราะชาติหามิได้

สัจจะและธรรมะมีอยู่ในผู้ใด

ผู้นั้นเป็นผู้สะอาดอยู่ ผู้นั้นเป็นพราหมณด้วย.

 

๓๙๔.

กินฺเต ชฏาหิ ทุมฺเมธ, กินฺเต อชินสาฏิยา,
อพฺภนฺตรนฺเต คหณํ, พาหิรํ ปริมชฺชสิ. (๒๖:๑๒)

 

ดูกรท่านผู้มีปัญญาทราม

จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเกล้าชฎาแก่ท่าน

จะมีประโยชน์อะไร ด้วยผ้าสาฎกที่ทำด้วยหนังชะมดแก่ท่าน

ภายในของท่านรกชัฏ ท่านย่อมขัดสีแต่อวัยวะภายนอก.

 

๓๙๕.

ปํสุกูลธรํ ชนฺตุํ, กิสนฺธมนิสนฺถตํ,
เอกํ วนสฺมึ ฌายนฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๓)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ทรงผ้าบังสุกุล ซูบผอม

สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผู้เดียวเพ่ง (ฌาน)

อยู่ในป่านั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๖.

น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ, โยนิชํ มตฺติสมฺภวํ,
โภวาที นาม โส โหติ, ส เว โหติ สกิญฺจโน,
อกิญฺจนํ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๔)

 

ก็เราไม่กล่าวผู้ที่เกิดแต่กำเนิด

ผู้มีมารดาเป็นแดนเกิด ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่าโภวาที (ผู้กล่าวว่าท่านผู้เจริญ)

ผู้นั้นแลเป็นผู้มีกิเลสเครื่องกังวล เรากล่าวบุคคล

ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลผู้ไม่ถือมั่นนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๗.

สพฺพสํโยชนํ เฉตฺวา,โย เว น ปริตสฺสติ,
สงฺคาติคํ วิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๕)

 

เรากล่าวผู้ที่ตัดสังโยชน์ทั้งหมดได้

ไม่สะดุ้ง ผู้ล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้อง

ไม่ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๘.

เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ, สนฺทานํ สหนุกฺกมํ,
อุกฺขิตฺตปลิฆํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๖)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ตัดความโกรธดุจชะเนาะ

ตัดตัณหาดุจหนังหัวเกวียน และตัดทิฐิดุจเงื่อน

พร้อมทั้งอนุสัยดุจสายเสียได้ ผู้มีอวิชชาดุจลิ่ม

สลักอันถอนแล้ว ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๙.

อกฺโกสํ วธพนฺธญฺจ, อทุฏฺโฐ โย ติติกฺขติ,
ขนฺตีพลํ พลาณีกํตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๗)

 

เรากล่าวผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นได้ซึ่งการด่า

การทุบตีและการจองจำ ผู้มีกำลัง คือ ขันติ

ผู้มีหมู่พลเมืองคือขันติว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๐.

อกฺโกธนํ วตวนฺตํ, สีลวนฺตํ อนุสฺสทํ,
ทนฺตํ อนฺติมสารีรํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๘)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่โกรธ มีวัตร

มีศีลไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น

ฝึกตนแล้ว มีร่างกายตั้งอยู่

ในที่สุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๑.

วาริ โปกฺขรปตฺเตว, อารคฺเคริว สาสโป,
โย น ลิมฺปติ กาเมสุ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๙)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่ติดในกามทั้งหลาย

ดุจน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว

ดังเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บน

ปลายเหล็กแหลมนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๒.

โย ทุกฺขสฺส ปชานาติ, อิเธว ขยมตฺตโน,
ปนฺนภารํ วิสญฺญุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๐)

 

เรากล่าวผู้ที่รู้แจ้งความสิ้นทุกข์ของตนในธรรมวินัยนี้

มีภาระอันปลงแล้ว พรากแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๓.

คมฺภีรปญฺญํ เมธาวึ, มคฺคามคฺคสฺส โกวิทํ,
อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๑)

 

เรากล่าวบุคคลผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์

ผู้ฉลาดในมรรคและมิใช่มรรค

ผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๔.

อสํสฏฺฐํ คหฏฺเฐหิ, อนาคาเรหิ จูภยํ,
อโนกสารึ อปฺปิจฺฉํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๒)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคน ๒ พวก คือ

คฤหัสถ์และบรรพชิต ผู้ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป

ผู้มีความปรารถนาน้อยนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๕.

นิธาย ทณฺฑํ ภูเตสุ, ตเสสุ ถาวเรสุ จ,
โย น หนฺติ น ฆาเตติ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๓)

 

เรากล่าวผู้ที่วางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย

ผู้ที่สะดุ้งและมั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่า

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๖.

อวิรุทฺธํ วิรุทฺเธสุ, อตฺตทณฺเฑสุ นิพฺพุตํ,
สาทาเนสุ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๔)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่ผิดในผู้ผิด

ผู้ดับเสียในผู้ที่มีอาชญาในตน

ผู้ไม่ยึดถือในขันธ์ที่ยังมีความยึดถือนั้น

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๗.

ยสฺส ราโค จ โทโส จ, มาโน มกฺโข จ ปาติโต,
สาสโปริว อารคฺคา, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๕)

 

เรากล่าวผู้ที่ทำราคะ โทสะ มานะ

และมักขะให้ตกไป ดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาด

ที่เขาให้ตกไปจากปลายเหล็กแหลมนั้น

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๘.

อกกฺกสํ วิญฺญาปนึ, คิรํ สจฺจํ อุทีรเย,
ยาย นาภิสเช กญฺจิ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๖)

 

เรากล่าวบุคคลผู้เปล่งวาจาไม่หยาบคาย

อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้แจ่มแจ้งกันได้ เป็นคำจริง

ผู้ไม่ทำใครๆ ให้ขัดใจกันนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๙.

โยธ ทีฆํ วา รสฺสํ วา, อณุํ ถูลํ สุภาสุภํ,
โลเก อทินฺนํ นาทิยติ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๗)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้

ในโลกนี้ ยาวก็ตาม สั้นก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตาม

งามก็ตาม ไม่งามก็ตาม ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๐.

อาสา ยสฺส น วิชฺชนฺติ, อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ,
นิราสยํ วิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๘)

 

เรากล่าวผู้ไม่มีความหวังในโลกนี้และในโลกหน้า

ไม่มีตัณหา ไม่ประกอบด้วยกิเลส ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๑.

ยสฺสาลยา น วิชฺชนฺติ, อญฺญาย อกถงฺกถี,
อมโตคธํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๙)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่มีความอาลัย

ไม่เคลือบแคลงสงสัยเพราะรู้ทั่ว

หยั่งลงสู่อมตะ บรรลุโดยลำดับ

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๒.

โยธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ, อุโภ สงฺคํ อุปจฺจคา,
อโสกํ วิรชํ สุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๐)

 

เรากล่าวผู้ละทิ้งบุญและบาปทั้งสอง

ล่วงกิเลสเครื่องขัดข้องในโลกนี้

ผู้ไม่มีความโศก ปราศจากธุลี บริสุทธิ์

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๓.

จนฺทํว วิมลํ สุทฺธํ, วิปฺปสนฺนมนาวิลํ,
นนฺทิภวปริกฺขีณํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๑)

 

เรากล่าวผู้ที่มีความเพลิดเพลินในภพสิ้นแล้ว

ผู้บริสุทธิ์ มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เหมือนพระจันทร์

ปราศจากมลทินนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๔.

โย อิมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ, สํสารํ โมหมจฺจคา,
ติณฺโณ ปารคโต ฌายี, อเนโช อกถงฺกถี,
อนุปาทาย นิพฺพุโต, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๒)

 

เรากล่าวผู้ล่วงทางลื่น ทางที่ไปได้ยาก

สงสาร และโมหะนี้เสียได้ เป็นผู้ข้ามแล้ว

ถึงฝั่ง เพ่ง (ฌาน) ไม่หวั่นไหว ไม่มีความ

เคลือบแคลงสงสัย ดับแล้วเพราะไม่ถือมั่น

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๕.

โยธ กาเม ปหนฺตฺวาน, อนาคาโร ปริพฺพเช,
กามภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๓)

 

เรากล่าวผู้ละกามทั้งหลายในโลกนี้

เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้

มีกามและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๖.

โยธ ตณฺหํ ปหนฺตฺวาน, อนาคาโร ปริพฺพเช,
ตณฺหาภวปริกฺขีณํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๔)

เรากล่าวผู้ตัณหาในโลกนี้

เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้

มีตัณหาและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๗.

หิตฺวา มานุสกํ โยคํ, ทิพฺพํ โยคํ อุปจฺจคา,
สพฺพโยควิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๕)

 

เรากล่าวผู้ละโยคะของมนุษย์

ล่วงโยคะอันเป็นทิพย์ พรากแล้ว

จากโยคะทั้งปวง ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๘.

หิตฺวา รติญฺจ อรติญฺจ, สีติภูตํ นิรูปธึ,
สพฺพโลกาภิภุํ วีรํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๖)

 

เรากล่าวผู้ละความยินดี และความไม่ยินดีได้

เป็นผู้เย็นไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าไปทรงไว้

ครอบงำเสียซึ่งโลกทั้งปวง

ผู้แกล้วกล้า ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๙.

จุตึ โย เวทิ สตฺตานํ, อุปปตฺติญฺจ สพฺพโส,
อสตฺตํ สุคตํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๗)

 

เรากล่าวผู้รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย

โดยประการทั้งปวง ผู้ไม่ข้องอยู่ ไปดี

ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๐.

ยสฺส คตึ น ชานนฺติ, เทวา คนฺธพฺพมานุสา,
ขีณาสวํ อรหนฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๘)

 

เรากล่าวผู้ที่เทวดา คนธรรพ์และมนุษย์

รู้คติของเขาไม่ได้ มีอาสวะสิ้นแล้ว

เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๑.

ยสฺส ปุเร จ ปจฺฉา จ, มชฺเฌ จ นตฺถิ กิญฺจนํ,
อกิญฺจนํ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๙)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล

ในขันธ์ที่เป็นอดีต ในขันธ์ที่เป็นอนาคต

และในขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน ไม่มีความกังวล

ไม่มีความยึดถือว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๒.

อุสภํ ปวรํ วีรํ, มเหสึ วิชิตาวินํ,
อเนชํ นฺหาตกํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๔๐)

เรากล่าวผู้องอาจ ประเสริฐ แกล้วกล้า

แสวงหาคุณอันใหญ่ ชนะเสร็จแล้ว ไม่หวั่นไหว

ล้างกิเลส ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๓.

ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ, สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ,
อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต, อภิญฺญา โวสิโต มุนิ,
สพฺพโวสิตโวสานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๔๑)

 

 

พฺราหฺมณวคฺโค ฉพฺพีสติโม นิฏฺฐิโต.

เรากล่าวผู้ที่รู้ปุพเพนิวาส เห็นสวรรค์และอบาย

และได้ถึงความสิ้นไปแห่งชาติ อยู่จบพรหมจรรย์เพราะรู้ยิ่ง

เป็นมุนีอยู่จบพรหมจรรย์ทั้งปวงแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

จบพราหมณวรรคที่ ๒๖

 

 

 

Share this post

Last Updated on Wednesday, 29 August 2012 23:54
 
joomla template