logotype
คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔

๓๓๔. มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน, ตณฺหา วฑฺฒติ มาลุวา วิย,
โส ปลวตี หุราหุรํ, ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร. (๒๔:๑)

 

ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท ดุจเคลือเถาย่านทราย ฉะนั้น,

บุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่า ฉะนั้น.

๓๓๕.

ยํ เอสา สหตี ชมฺมี, ตณฺหา โลเก วิสตฺติกา,
โสกา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ, อภิวฑฺฒํว พีรณํ. (๒๔:๒)

ตัณหานี้ลามกซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก ย่อมครอบงำบุคคลใด ความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่า ฉะนั้น.

๓๓๖.

โย เจ ตํ สหตี ชมฺมึ, ตณฺหํ โลเก ทุรจฺจยํ,
โสกา ตมฺหา ปปตนฺติ, อุทพินฺทุว โปกฺขรา. (๒๔:๓)

บุคคลใดแลย่อมครอบงำตัณหาอันลามก

ล่วงไปได้โดยยากในโลก,

ความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น

เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัว ฉะนั้น.

๓๓๗.

ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว, ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา,
ตณฺหาย มูลํ ขณถ, อุสีรตฺโถว พีรณํ,
มา โว นฬํ ว โสโตว, มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ. (๒๔:๔)

เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะ

ท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้

ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย

ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝก ฉะนั้น

มารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ

ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น.

๓๓๘.

ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทเฬฺห,

ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ,
เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต,

นิพฺพตฺตติ ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ. (๒๔:๕)

ต้นไม้ เมื่อรากหาอันตรายมิได้ มั่นคงอยู่

แม้ถูกตัดแล้วก็กลับงอกขึ้นได้ ฉันใด

ทุกข์นี้ เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้แล้ว

ย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ฉันนั้น.

๓๓๙.

ยสฺส ฉตฺตึสตีโสตา, มนาปสฺสวนา ภุสา,
วาหาวหนฺติ ทุทฺทิฏฺฐึ, สงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตา. (๒๔:๖)

ความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะเป็นของใหญ่

ย่อมนำบุคคลผู้มีตัณหาดังกระแส ๓๖

อันไหลไปในอารมณ์ซึ่งทำให้ใจเอิบอาบ

เป็นของกล้า ไปสู่ทิฏฐิชั่ว.

๓๔๐.

สวนฺติ สพฺพธี โสตา, ลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ,
ตญฺจ ทิสฺวา ลตํ ชาตํ, มูลํ ปญฺญาย ฉินฺทถ. (๒๔:๗)

 

กระแสตัณหาย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง

ตัณหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่

ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาดังเครือเถานั้นอันเกิดแล้ว

จงตัดรากเสียด้วยปัญญา.

๓๔๑.

สริตานิ สิเนหิตานิ จ,

โสมนสฺสานิ ภวนฺติ ชนฺตุโน,
เต สาตสิตา สุเขสิโน,

เต เว ชาติชรูปคา นรา. (๒๔:๘)

โสมนัสที่ซ่านไปแล้วและที่เป็นไป

กับด้วยความเยื่อใย ย่อมมีแก่สัตว์

สัตว์เหล่านั้นอาศัยความสำราญแสวงหาสุข

นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้เข้าถึงชาติและชรา.

๓๔๒.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา,

ปริสปฺปนฺติ สโสว พนุธิโต,
สญฺโญชนสงฺคสตฺตกา,

ทุกฺขมุเปนฺติ ปุนปฺปุนํ จิราย. (๒๔:๙)

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องแล้วด้วยสังโยชน์และธรรมเป็นเครื่องข้อง
ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆสิ้นกาลนาน.

๓๔๓.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา,

ปริสปฺปนฺติ สโสว พนุธิโต,
ตสฺมา ตสิณํ วิโนทเย,

ภิกฺขุ อากงฺขํ วิราคมตฺตโน. (๒๔:๑๑)

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับ

กระส่ายอยู่ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังวิราคะ

ธรรมแก่ตน พึงบรรเทาตัณหาที่ทำความสะดุ้งเสีย.

๓๔๔.

โย นิพฺพนโฐ วนาธิมุตฺโต,

วนมุตฺโต วนเมว ธาวติ,
ตํ ปุคฺคลเมว ปสฺสถ,

มุตฺโต พนฺธนเมว ธาวติ. (๒๔:๑๒)

 

ท่านทั้งหลายจงเห็นบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า

มีใจน้อมไปแล้วในความเพียรดุจป่า

พ้นแล้วจากตัณหาเพียงดังป่า ยังแล่นเข้าหาป่านั่นแล

บุคคลนี้พ้นแล้วจากเครื่องผูกยังแล่นเข้าหาเครื่องผูก.

๓๔๕.

น ตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา,

ยทายสํ ทารุชํ ปพฺพชญฺจ,
สารตฺตรตฺตา มณิกุณฺฑเลสุ,

ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา. (๒๔:๑๓)

นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูกซึ่งเกิดแต่เหล็ก

เกิดแต่ไม้ และเกิดแต่หญ้าปล้องว่ามั่นไม่

สัตว์ผู้กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้ว ในแก้วมณีและ

แก้วกุณฑลทั้งหลาย และความห่วงใยในบุตรและภริยา.

๓๔๖.

เอตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา,

โอหารินํ สิถิลํ ทุปฺปมุญฺจํ,
เอตํปิ เฉตฺวาน ปริพฺพชนฺติ,

อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหาย. (๒๔:๑๔)

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอันหน่วงลง

อันหย่อน อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก นั้นว่ามั่น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้ว ย่อมเว้นรอบ.

๓๔๗.

เย ราครตฺตานุปตนฺติ โสตํ,

สยํ กตํ มกฺกฏโกว ชาลํ,
เอตมฺปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา,

อนเปกฺขิโน สพฺพทุกฺขํ ปหาย. (๒๔:๑๕)

สัตว์เหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป

ตามกระแสตัณหา ดุจแมลงมุมแล่นไปตามใยที่ตนทำเอง ฉะนั้น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไป.

๓๔๘.

มุญฺจ ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต,

มชฺเฌ มุญฺจ ภวสฺส ปารคู,
สพฺพตฺถ วิมุตฺตมานโส,

น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ. (๒๔:๑๖)

ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย

จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขต

ธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก.

๓๔๙.

วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน,

ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน,
ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ,

เอส โข ทฬฺหํ กโรติ พนฺธนํ. (๒๔:๑๗)

 

ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูกวิตกย่ำยี

ผู้มีราคะกล้า มีปกติเห็นอารมณ์ว่างาม

ผู้นั้นแลย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น.

๓๕๐.

วิตกฺกูปสเม จ โย รโต,

อสุภํ ภาวยตี สทา สโต,
เอส โข วฺยนฺติกาหติ,

เอสจฺเฉจฺฉติ มารพนฺธนํ. (๒๔:๑๘)

ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบวิตก

มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภะอยู่

ผู้นั้นแลจักทำตัณหาให้สิ้นไป

ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้.

๓๕๑.

นิฏฺฐํ คโต อสนฺตาสี, วีตตโณฺห อนงฺคโณ,
อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ, อนฺติโมยํ สมุสฺสโย. (๒๔:๑๙)

ภิกษุผู้ถึงความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้ง

ปราศจากตัณหาไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน

ตัดลูกศรอันยังสัตว์ให้ไปสู่ภพได้แล้ว

อัตภาพของภิกษุนี้มีในที่สุด.

๓๕๒.

วีตตโณฺห อนาทาโน, นิรุตฺติปทโกวิโท,
อกฺขรานํ สนฺนิปาตํ, ชญฺญา ปุพฺพปรานิ จ,
ส เว อนฺติมสารีโร, มหาปญฺโญ มหาปุริโสติ วุจฺจติ. (๒๔:๒๐)

ภิกษุปราศจากตัณหาไม่ยึดมั่น ฉลาดในนิรุติและบท

รู้จักความประชุมเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย

ภิกษุนั้นแลมีสรีระในที่สุด

เรากล่าวว่า มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ.

๓๕๓.

สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ,

สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต,
สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต,

สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํ. (๒๔:๒๑)

เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้แจ้งธรรมทั้งปวง

อันตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง

ละธรรมได้ทุกอย่างพ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหา

รู้ยิ่งเอง พึงแสดงใครเล่า (ว่าเป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์).

๓๕๔.

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ,

สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ,
สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ,

ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ. (๒๔:๒๒)

การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง

รสแห่งธรรมย่อมชำนะรสทั้งปวง

ความยินดีในธรรมย่อมชำนะความยินดีทั้งปวง

ความสิ้นตัณหาย่อมชำนะทุกข์ทั้งปวง.

๓๕๕.

หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ, โน เจ ปารคเวสิโน,
โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ, หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ. (๒๔:๒๓)

โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม

แต่หาฆ่าผู้ที่แสวงหาฝั่งไม่, คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้

เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น.

๓๕๖.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, ราคโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตราเคสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๔)

นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์มีราคะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคล ถวายในท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๗.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โทสโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตโทเสสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๕)

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโทสะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๘.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โมหโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตโมเหสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๖)

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโมหะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๙.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, อิจฺฉาโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วิคติจฺเฉสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๗)

 

ตณฺหาวคฺโค จตุวีสติโม นิฏฺฐิโต.

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีความอิจฉาเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากความอิจฉา ย่อมมีผลมาก.

จบตัณหาวรรคที่ ๒๔

 

image1 image2 image3
Home พระคาถาธรรมบท ๒๖ วรรค คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖

Main Menu

Dhammapada Chanted in Pāḷi (Anandajoti Bhikkhu)-

คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖ Print E-mail

๓๘๓.

ฉินฺท โสตํ ปรกฺกมฺม, กาเม ปนูท พฺราหฺมณ,
สงฺขารานํ ขยํ ญตฺวา, อกตญฺญูสิ พฺราหฺมณ. (๒๖:)

 คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖

ดูกรพราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแส

ตัณหาเสีย จงบรรเทากามทั้งหลายเสีย

ดูกรพราหมณ์ ท่านรู้ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว

จะเป็นผู้รู้นิพพานอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้.

 

๓๘๔.

ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ, ปารคู โหติ พฺราหฺมโณ,
อถสฺส สพฺเพ สํโยคา, อตฺถํ คจฺฉนฺติ ชานโต. (๒๖:)

 

เมื่อใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมทั้ง ๒ ประการ

เมื่อนั้น กิเลสเป็นเครื่องประกอบทั้งปวงของ

พราหมณ์นั้นผู้รู้แจ้ง ย่อมถึงความสาบสูญไป.

 

๓๘๕.

ยสฺส ปารํ อปารํ วา, ปาราปารํ น วิชฺชติ,
วีตทฺทรํ วิสญฺญุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:)

 

ฝั่งก็ดี ธรรมชาติมิใช่ฝั่งก็ดี ฝั่งและ

ธรรมชาติมิใช่ฝั่ง ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด

เรากล่าวผู้นั้นซึ่งมีความกระวนกระวายไป

ปราศแล้ว ผู้ไม่ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

๓๘๖.

ฌายึ วิรชมาสีนํ, กตกิจฺจํ อนาสวํ,
อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:)

 

เรากล่าวบุคคลผู้เพ่งฌานปราศจากธุลี

นั่งอยู่ผู้เดียว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ

บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๘๗.

ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ, รตฺติมาภาติ จนฺทิมา,
สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปติ, ฌายี ตปติ พฺราหฺมโณ,
อถ สพฺพมโหรตฺตึ, พุทฺโธ ตปติ เตชสา. (๒๖:)

 

พระอาทิตย์ย่อมส่องแสงสว่างในกลางวัน

พระจันทร์ย่อมส่องแสงสว่างในกลางคืน

กษัตริย์ทรงผูกสอดเครื่องครบย่อมมีสง่า

พราหมณ์ผู้เพ่งฌานย่อมรุ่งเรือง

ส่วนพระพุทธเจ้าย่อมรุ่งเรือง

ด้วยพระเดชตลอดวันและคืนทั้งสิ้น.

 

๓๘๘.

พาหิตปาโป หิ พฺราหฺมโณ,

สมจริยา สมโณติ วุจฺจติ,
ปพฺพาชยมตฺตโน มลํ,

ตสฺมา ปพฺพชิโตติ วุจฺจติ. (๒๖:)

 

บุคคลผู้มีบาปอันลอยแล้วแล เรากล่าวว่าเป็นพราหมณ์

เรากล่าวบุคคลว่าเป็นสมณะเพราะประพฤติสงบ

บุคคลผู้ขับไล่มลทินของตน เรากล่าวว่าเป็นบรรพชิต เพราะการขับไล่นั้น.

 

๓๘๙.

น พฺราหฺมณสฺส ปหเรยฺย, นาสฺส มุญฺเจถ พฺราหฺมโณ,
ธิ พฺราหฺมณสฺส หนฺตารํ, ตโต ธิ ยสฺส มุญฺจติ. (๒๖:)

 

พราหมณ์ไม่พึงประหารพราหมณ์

พราหมณ์ไม่พึงปล่อยเวรแก่พราหมณ์นั้น

เราติเตียนบุคคลผู้ประหารพราหมณ์

เราติเตียนบุคคลผู้ปล่อยเวรแก่พราหมณ์

กว่าบุคคลผู้ประหารนั้น.

 

๓๙๐.

น พฺราหฺมณสฺเสตทกิญฺจิ เสยฺโย,

ยทานิเสโธ มนโส ปิเยหิ,
ยโต ยโต หึสมโน นิวตฺตติ,

ตโต ตโต สมฺมติเมว ทุกฺขํ. (๒๖:)

 

การเกียจกันใจจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลาย

ของพราหมณ์ เป็นคุณประเสริฐหาน้อยไม่

ใจประกอบด้วยความเบียดเบียนย่อมกลับจากวัตถุใดๆ

ทุกข์ย่อมสงบได้หมดจากวัตถุนั้นๆ.

 

๓๙๑.

ยสฺส กาเยน วาจาย, มนสา นตฺถิ ทุกฺกตํ,
สํวุตํ ตีหิ ฐาเนหิ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจ

ผู้สำรวมแล้วจากฐานะทั้ง ๓ ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๒.

ยมฺหา ธมฺมํ วิชาเนยฺย, สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ,
สกฺกจฺจํ นํ นมสฺเสยฺย, อคฺคิหุตฺตํว พฺราหฺมโณ. (๒๖:๑๐)

 

บุคคลพึงรู้แจ้งธรรมอันพระสัมมา

สัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วจากบุคคลใด

พึงนอบน้อมบุคคลนั้นโดยเคารพ

เหมือนพราหมณ์นอบน้อมการบูชาไฟ ฉะนั้น.

 

๓๙๓.

น ชฏาหิ น โคตุเตน, น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ,
ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ, โส สุจี โส จ พฺราหฺมโณ. (๒๖:๑๑)

 

บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะการเกล้าชฎา

เพราะโคตร เพราะชาติหามิได้

สัจจะและธรรมะมีอยู่ในผู้ใด

ผู้นั้นเป็นผู้สะอาดอยู่ ผู้นั้นเป็นพราหมณด้วย.

 

๓๙๔.

กินฺเต ชฏาหิ ทุมฺเมธ, กินฺเต อชินสาฏิยา,
อพฺภนฺตรนฺเต คหณํ, พาหิรํ ปริมชฺชสิ. (๒๖:๑๒)

 

ดูกรท่านผู้มีปัญญาทราม

จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเกล้าชฎาแก่ท่าน

จะมีประโยชน์อะไร ด้วยผ้าสาฎกที่ทำด้วยหนังชะมดแก่ท่าน

ภายในของท่านรกชัฏ ท่านย่อมขัดสีแต่อวัยวะภายนอก.

 

๓๙๕.

ปํสุกูลธรํ ชนฺตุํ, กิสนฺธมนิสนฺถตํ,
เอกํ วนสฺมึ ฌายนฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๓)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ทรงผ้าบังสุกุล ซูบผอม

สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผู้เดียวเพ่ง (ฌาน)

อยู่ในป่านั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๖.

น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ, โยนิชํ มตฺติสมฺภวํ,
โภวาที นาม โส โหติ, ส เว โหติ สกิญฺจโน,
อกิญฺจนํ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๔)

 

ก็เราไม่กล่าวผู้ที่เกิดแต่กำเนิด

ผู้มีมารดาเป็นแดนเกิด ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่าโภวาที (ผู้กล่าวว่าท่านผู้เจริญ)

ผู้นั้นแลเป็นผู้มีกิเลสเครื่องกังวล เรากล่าวบุคคล

ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลผู้ไม่ถือมั่นนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๗.

สพฺพสํโยชนํ เฉตฺวา,โย เว น ปริตสฺสติ,
สงฺคาติคํ วิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๕)

 

เรากล่าวผู้ที่ตัดสังโยชน์ทั้งหมดได้

ไม่สะดุ้ง ผู้ล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้อง

ไม่ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๘.

เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ, สนฺทานํ สหนุกฺกมํ,
อุกฺขิตฺตปลิฆํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๖)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ตัดความโกรธดุจชะเนาะ

ตัดตัณหาดุจหนังหัวเกวียน และตัดทิฐิดุจเงื่อน

พร้อมทั้งอนุสัยดุจสายเสียได้ ผู้มีอวิชชาดุจลิ่ม

สลักอันถอนแล้ว ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๓๙๙.

อกฺโกสํ วธพนฺธญฺจ, อทุฏฺโฐ โย ติติกฺขติ,
ขนฺตีพลํ พลาณีกํตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๗)

 

เรากล่าวผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นได้ซึ่งการด่า

การทุบตีและการจองจำ ผู้มีกำลัง คือ ขันติ

ผู้มีหมู่พลเมืองคือขันติว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๐.

อกฺโกธนํ วตวนฺตํ, สีลวนฺตํ อนุสฺสทํ,
ทนฺตํ อนฺติมสารีรํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๘)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่โกรธ มีวัตร

มีศีลไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น

ฝึกตนแล้ว มีร่างกายตั้งอยู่

ในที่สุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๑.

วาริ โปกฺขรปตฺเตว, อารคฺเคริว สาสโป,
โย น ลิมฺปติ กาเมสุ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๑๙)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่ติดในกามทั้งหลาย

ดุจน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว

ดังเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บน

ปลายเหล็กแหลมนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๒.

โย ทุกฺขสฺส ปชานาติ, อิเธว ขยมตฺตโน,
ปนฺนภารํ วิสญฺญุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๐)

 

เรากล่าวผู้ที่รู้แจ้งความสิ้นทุกข์ของตนในธรรมวินัยนี้

มีภาระอันปลงแล้ว พรากแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๓.

คมฺภีรปญฺญํ เมธาวึ, มคฺคามคฺคสฺส โกวิทํ,
อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๑)

 

เรากล่าวบุคคลผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์

ผู้ฉลาดในมรรคและมิใช่มรรค

ผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๔.

อสํสฏฺฐํ คหฏฺเฐหิ, อนาคาเรหิ จูภยํ,
อโนกสารึ อปฺปิจฺฉํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๒)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคน ๒ พวก คือ

คฤหัสถ์และบรรพชิต ผู้ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป

ผู้มีความปรารถนาน้อยนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๕.

นิธาย ทณฺฑํ ภูเตสุ, ตเสสุ ถาวเรสุ จ,
โย น หนฺติ น ฆาเตติ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๓)

 

เรากล่าวผู้ที่วางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย

ผู้ที่สะดุ้งและมั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่า

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๖.

อวิรุทฺธํ วิรุทฺเธสุ, อตฺตทณฺเฑสุ นิพฺพุตํ,
สาทาเนสุ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๔)

 

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่ผิดในผู้ผิด

ผู้ดับเสียในผู้ที่มีอาชญาในตน

ผู้ไม่ยึดถือในขันธ์ที่ยังมีความยึดถือนั้น

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๗.

ยสฺส ราโค จ โทโส จ, มาโน มกฺโข จ ปาติโต,
สาสโปริว อารคฺคา, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๕)

 

เรากล่าวผู้ที่ทำราคะ โทสะ มานะ

และมักขะให้ตกไป ดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาด

ที่เขาให้ตกไปจากปลายเหล็กแหลมนั้น

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๘.

อกกฺกสํ วิญฺญาปนึ, คิรํ สจฺจํ อุทีรเย,
ยาย นาภิสเช กญฺจิ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๖)

 

เรากล่าวบุคคลผู้เปล่งวาจาไม่หยาบคาย

อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้แจ่มแจ้งกันได้ เป็นคำจริง

ผู้ไม่ทำใครๆ ให้ขัดใจกันนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๐๙.

โยธ ทีฆํ วา รสฺสํ วา, อณุํ ถูลํ สุภาสุภํ,
โลเก อทินฺนํ นาทิยติ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๗)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้

ในโลกนี้ ยาวก็ตาม สั้นก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตาม

งามก็ตาม ไม่งามก็ตาม ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๐.

อาสา ยสฺส น วิชฺชนฺติ, อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ,
นิราสยํ วิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๘)

 

เรากล่าวผู้ไม่มีความหวังในโลกนี้และในโลกหน้า

ไม่มีตัณหา ไม่ประกอบด้วยกิเลส ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๑.

ยสฺสาลยา น วิชฺชนฺติ, อญฺญาย อกถงฺกถี,
อมโตคธํ อนุปฺปตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๒๙)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่มีความอาลัย

ไม่เคลือบแคลงสงสัยเพราะรู้ทั่ว

หยั่งลงสู่อมตะ บรรลุโดยลำดับ

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๒.

โยธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ, อุโภ สงฺคํ อุปจฺจคา,
อโสกํ วิรชํ สุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๐)

 

เรากล่าวผู้ละทิ้งบุญและบาปทั้งสอง

ล่วงกิเลสเครื่องขัดข้องในโลกนี้

ผู้ไม่มีความโศก ปราศจากธุลี บริสุทธิ์

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๓.

จนฺทํว วิมลํ สุทฺธํ, วิปฺปสนฺนมนาวิลํ,
นนฺทิภวปริกฺขีณํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๑)

 

เรากล่าวผู้ที่มีความเพลิดเพลินในภพสิ้นแล้ว

ผู้บริสุทธิ์ มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เหมือนพระจันทร์

ปราศจากมลทินนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๔.

โย อิมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ, สํสารํ โมหมจฺจคา,
ติณฺโณ ปารคโต ฌายี, อเนโช อกถงฺกถี,
อนุปาทาย นิพฺพุโต, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๒)

 

เรากล่าวผู้ล่วงทางลื่น ทางที่ไปได้ยาก

สงสาร และโมหะนี้เสียได้ เป็นผู้ข้ามแล้ว

ถึงฝั่ง เพ่ง (ฌาน) ไม่หวั่นไหว ไม่มีความ

เคลือบแคลงสงสัย ดับแล้วเพราะไม่ถือมั่น

ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๕.

โยธ กาเม ปหนฺตฺวาน, อนาคาโร ปริพฺพเช,
กามภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๓)

 

เรากล่าวผู้ละกามทั้งหลายในโลกนี้

เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้

มีกามและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๖.

โยธ ตณฺหํ ปหนฺตฺวาน, อนาคาโร ปริพฺพเช,
ตณฺหาภวปริกฺขีณํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๔)

เรากล่าวผู้ตัณหาในโลกนี้

เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้

มีตัณหาและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๗.

หิตฺวา มานุสกํ โยคํ, ทิพฺพํ โยคํ อุปจฺจคา,
สพฺพโยควิสํยุตฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๕)

 

เรากล่าวผู้ละโยคะของมนุษย์

ล่วงโยคะอันเป็นทิพย์ พรากแล้ว

จากโยคะทั้งปวง ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๘.

หิตฺวา รติญฺจ อรติญฺจ, สีติภูตํ นิรูปธึ,
สพฺพโลกาภิภุํ วีรํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๖)

 

เรากล่าวผู้ละความยินดี และความไม่ยินดีได้

เป็นผู้เย็นไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าไปทรงไว้

ครอบงำเสียซึ่งโลกทั้งปวง

ผู้แกล้วกล้า ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๑๙.

จุตึ โย เวทิ สตฺตานํ, อุปปตฺติญฺจ สพฺพโส,
อสตฺตํ สุคตํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๗)

 

เรากล่าวผู้รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย

โดยประการทั้งปวง ผู้ไม่ข้องอยู่ ไปดี

ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๐.

ยสฺส คตึ น ชานนฺติ, เทวา คนฺธพฺพมานุสา,
ขีณาสวํ อรหนฺตํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๘)

 

เรากล่าวผู้ที่เทวดา คนธรรพ์และมนุษย์

รู้คติของเขาไม่ได้ มีอาสวะสิ้นแล้ว

เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๑.

ยสฺส ปุเร จ ปจฺฉา จ, มชฺเฌ จ นตฺถิ กิญฺจนํ,
อกิญฺจนํ อนาทานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๓๙)

 

เรากล่าวผู้ที่ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล

ในขันธ์ที่เป็นอดีต ในขันธ์ที่เป็นอนาคต

และในขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน ไม่มีความกังวล

ไม่มีความยึดถือว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๒.

อุสภํ ปวรํ วีรํ, มเหสึ วิชิตาวินํ,
อเนชํ นฺหาตกํ พุทฺธํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๔๐)

เรากล่าวผู้องอาจ ประเสริฐ แกล้วกล้า

แสวงหาคุณอันใหญ่ ชนะเสร็จแล้ว ไม่หวั่นไหว

ล้างกิเลส ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

 

๔๒๓.

ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ, สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ,
อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต, อภิญฺญา โวสิโต มุนิ,
สพฺพโวสิตโวสานํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. (๒๖:๔๑)

 

 

พฺราหฺมณวคฺโค ฉพฺพีสติโม นิฏฺฐิโต.

เรากล่าวผู้ที่รู้ปุพเพนิวาส เห็นสวรรค์และอบาย

และได้ถึงความสิ้นไปแห่งชาติ อยู่จบพรหมจรรย์เพราะรู้ยิ่ง

เป็นมุนีอยู่จบพรหมจรรย์ทั้งปวงแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

จบพราหมณวรรคที่ ๒๖

 

 

 

Share this post

Last Updated on Wednesday, 29 August 2012 23:54
 
joomla template