logotype
คาถาธรรมบท ภิกขุวรรคที่ ๒๕

๓๖๐. จกฺขุนา สํวโร สาธุ, สาธุ โสเตน สํวโร,
ฆาเนน สํวโร สาธุ, สาธุ ชิวฺหาย สํวโร. (๒๕:๑)


ความสำรวมด้วยจักษุเป็นความดี ความสำรวมด้วยหูเป็นความดี

ความสำรวมด้วยจมูกเป็นความดี ความสำรวมด้วยลิ้นเป็นความดี.

๓๖๑.

กาเยน สํวโร สาธุ, สาธุ วาจาย สํวโร,
มนสา สํวโร สาธุ, สาธุ สพฺพตฺถ สํวโร,
สพฺพตฺถ สํวุโต ภิกฺขุ, สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ. (๒๕:๒)

ความสำรวมด้วยกายเป็นความดี

ความสำรวมด้วยวาจาเป็นความดี

ความสำรวมด้วยใจเป็นความดี

ความสำรวมในทวารทั้งปวงเป็นความดี

ภิกษุผู้สำรวมแล้วในทวารทั้งปวง

ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.

๓๖๒.

หตฺถสญฺญโต ปาทสญฺญโต,

วาจาย สญฺญโต สญฺญตตฺตโม,
อชฺฌตฺตรโต สมาหิโต,

เอโก สนฺตุสิโต ตมาหุ ภิกฺขุ. (๒๕:๓)

ผู้ที่สำรวมมือสำรวมเท้า สำรวมวาจา

สำรวมตน ยินดีในอารมณ์ภายใน มีจิตตั้งมั่น

อยู่ผู้เดียว สันโดษ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่าเป็นภิกษุ.

๓๖๓.

โย มุขสญฺญโต ภิกฺขุ, มนฺตภาณี อนุทฺธโต,
อตฺถํ ธมฺมญฺจ ทีเปติ, มธุรํ ตสฺส ภาสิตํ. (๒๕:๔)

ภิกษุใดสำรวมปาก มีปกติกล่าวด้วยปัญญา

มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมแสดงอรรถและธรรม

ภาษิตของภิกษุนั้นไพเราะ.

๓๖๔.

ธมฺมาราโม ธมฺมรโต, ธมฺมํ อนุวิจินฺตยํ,
ธมฺมํ อนุสฺสรํ ภิกฺขุ, สทฺธมฺมา น ปริหายติ. (๒๕:๕)

ภิกษุผู้มีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรม

ค้นคว้าธรรม ระลึกถึงธรรม ย่อมไม่เสื่อมจากสัทธรรม.

๓๖๕.

สลาภํ นาติมญฺเญยฺย, นาญฺเญสํ ปิหยญฺจเร,
อญฺเญสํ ปิหยํ ภิกฺขุ, สมาธึ นาธิคจฺฉติ. (๒๕:๖)

ภิกษุไม่พึงดูหมิ่นลาภของตน

ไม่พึงเที่ยวปรารถนาลาภของผู้อื่น

เพราะภิกษุปรารถนาลาภของ

ผู้อื่นอยู่ ย่อมไม่บรรลุสมาธิ.

๓๖๖.

อปฺปลาโภปิ เจ ภิกฺขุ, สลาภํ นาติมญฺญติ,
ตํ เว เทวา ปสํสนฺติ, สุทฺธาชีวึ อตนฺทิตํ. (๒๕:๗)

ถ้าว่าภิกษุแม้มีลาภน้อย

ก็ย่อมไม่ดูหมิ่นลาภของตนไซร้

เทวดาทั้งหลายย่อมสรรเสริญภิกษุนั้น

ผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ไม่เกียจคร้าน.

๓๖๗.

สพฺพโส นามรูปสฺมึ, ยสฺส นตฺถิ มมายิตํ,
อสตา จ น โสจติ, ส เว ภิกฺขูติ วุจฺจติ. (๒๕:๘)

ผู้ใดไม่มีความยึดถือในนามรูปว่า

ของเราโดยประการทั้งปวง และย่อม

ไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปไม่มีอยู่

ผู้นั้นแลเรากล่าวว่า เป็นภิกษุ.

๓๖๘.

เมตฺตาวิหารี โย ภิกฺขุ, ปสนฺโน พุทฺธสาสเน,
อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ, สงฺขารูปสมํ สุขํ. (๒๕:๙)

ภิกษุใดมีปกติอยู่ด้วยเมตตา

เลื่อมใสแล้วในพระพุทธศาสนา

ภิกษุนั้นพึงบรรลุสันตบทอันเป็น

ที่ระงับสังขารเป็นสุข.

๓๖๙.

สิญฺจ ภิกฺขุ อิมํ นาวํ, สิตฺตา เต ลหุเมสฺสติ,
เฉตฺวา ราคญฺจ โทสญฺจ, ตโต นิพฺพานเมหิสิ. (๒๕:๑๐)

ดูกรภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้

เรือที่เธอวิดแล้วจักถึงเร็ว

เธอตัดราคะและโทสะแล้ว

จักถึงนิพพานในภายหลัง.

๓๗๐.

ปญฺจ ฉินฺเท ปญฺจ ชเห, ปญฺจ อุตฺตริ ภาวเย,
ปญฺจสงฺคาติโค ภิกฺขุ, โอฆติณฺโณติ วุจฺจติ. (๒๕:๑๑)

ภิกษุพึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕

พึงละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕

พึงเจริญอินทรีย์ ๕ ให้ยิ่ง

ภิกษุล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ อย่าง

ได้แล้ว เรากล่าวว่า เป็นผู้ข้ามโอฆะได้.

๓๗๑.

ฌาย ภิกฺขุ มา จ ปมาโท,

มา เต กามคุเณ ภมสฺสุ จิตฺตํ,
มา โลหคุฬํ คิลี ปมตฺโต,

มา กนฺทิ ทุกฺขมิทนฺติ ฑยฺหมาโน. (๒๕:๑๒)

ดูกรภิกษุ เธอจงเพ่งและอย่าประมาท

จิตของเธอหมุนไปในกามคุณ

เธออย่าเป็นผู้ประมาทกลืนก้อนโลหะ

อย่าถูกไฟเผาคร่ำครวญว่านี้ทุกข์.

๓๗๒.

นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส, ปญฺญา นตฺถิ อฌายโต,
ยมฺหิ ฌานญฺจ ปญฺญา จ, ส เว นิพฺพานสนฺติเก. (๒๕:๑๓)

ฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา

ปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน

ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด

ผู้นั้นแลอยู่ในที่ใกล้นิพพาน.

๓๗๓.

สุญฺญาคารํ ปวิฏฺฐสฺส, สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน,
อมานุสี รตี โหติ, สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต. (๒๕:๑๔)

ความยินดีอันมิใช่ของมนุษย์

ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าไปสู่เรือนว่าง

ผู้มีจิตสงบ ผู้เห็นแจ้งซึ่งธรรมโดยชอบ.

๓๗๔.

ยโต ยโต สมฺมสติ, ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ,
ลภตี ปีติปาโมชฺชํ, อมตํ ตํ วิชานตํ. (๒๕:๑๕)

ในกาลใดๆ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นความ

เกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย

ในกาลนั้นๆภิกษุนั้นย่อมได้ปีติและปราโมทย์

ปีติและปราโมทย์นั้นเป็นอมตะของบัณฑิต

ทั้งหลายผู้รู้แจ้งอยู่.

๓๗๕.

ตตฺรายมาทิ ภวติ, อิธ ปญฺญสฺส ภิกฺขุโน,
อินฺทฺริยคุตฺติ สนฺตุฏฺฐี, ปาติโมกฺเข จ สํวโร. (๒๕:๑๖)

บรรดาธรรมเหล่านั้นธรรมนี้ คือ

ความคุ้มครองอินทรีย์ ความสันโดษ

และความสำรวมในปาฏิโมกข์ เป็นเบื้องต้น

ของภิกษุผู้มีปัญญาในธรรมวินัยนี้.

๓๗๖.

มิตฺเต ภชสฺสุ กลฺยาเณ, สุทฺธาชีเว อตนฺทิเต,
ปฏิสนฺถารวุตฺตฺยสฺส, อาจารกุสโล สิยา,
ตโต ปาโมชฺชพหุโล, ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ. (๒๕:๑๗)

ท่านจงคบกัลยาณมิตร มีอาชีพหมดจด

ไม่เกียจคร้าน ภิกษุพึงเป็นผู้ประพฤติปฏิสันถาร

พึงเป็นผู้ฉลาดในอาจาระ เป็นผู้มากด้วยความปราโมทย์

เพราะความประพฤติในปฏิสันถาร และความเป็นผู้ฉลาด

ในอาจาระนั้นจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

๓๗๗.

วสฺสิกา วิย ปุปฺผานิ, มทฺทวานิ ปมุญฺจติ,
เอวํ ราคญฺจ โทสญฺจ, วิปฺปมุญฺเจถ ภิกฺขโว. (๒๕:๑๘)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเปลื้อง

ราคะและโทสะเสีย เหมือนมะลิปล่อยดอก

ที่เหี่ยวแห้งแล้ว ฉะนั้น.

๓๗๘.

สนฺตกาโย สนฺตวาโจ, สนฺตมโน สุสมาหิโต,
วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุ, อุปสนฺโตติ วุจฺจติ. (๒๕:๑๙)

ภิกษุผู้มีกายสงบ มีวาจาสงบ มีใจสงบ

มีใจตั้งมั่นดี มีอามิสในโลกอันคายแล้ว

เรากล่าวว่า เป็นผู้สงบระงับ.

๓๗๙.

อตฺตนา โจทยตฺตานํ, ปฏิมํเสตมตฺตนา,
โส อตฺตคุตฺโต สติมา, สุขํ ภิกฺขุ วิหาหิสิ. (๒๕:๒๐)

จงเตือนตนด้วยตนเอง

จงสงวนตนด้วยตนเอง

ดูกรภิกษุ เธอนั้นผู้มีตนอันคุ้ม

ครองแล้ว มีสติ จักอยู่เป็นสุข.

๓๘๐.

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ, อตฺตา หิ อตฺตโน คติ,
ตสฺมา สญฺญม อตฺตานํ, อสฺสํ ภทฺรํว วาณิโช. (๒๕:๒๑)

ตนแลเป็นที่พึ่งของตน

ตนแลเป็นคติของตน

เพราะเหตุนั้น ท่านจงสำรวมตน

เหมือนพ่อค้าระวังม้าดีไว้ ฉะนั้น.

๓๘๑.

ปาโมชฺชพหุโล ภิกฺขุ, ปสนฺโน พุทฺธสาสเน,
อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ, สงฺขารูปสมํ สุขํ. (๒๕:๒๒)

ภิกษุผู้มากด้วยความปราโมทย์

เลื่อมใสแล้วในพุทธศาสนา

พึงบรรลุสันตบทอันเป็นที่เข้า

ไปสงบแห่งสังขาร เป็นสุข.

๓๘๒.

โย หเว ทหโร ภิกฺขุ, ยุญฺชติ พุทฺธสาสเน,
โส อิมํ โลกํ ปภาเสติ, อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา.

ภิกฺขุวคฺโค ปญฺจวีสติโม นิฏฺฐิโต. (๒๕:๒๓)

ภิกษุใดแล ยังเป็นหนุ่ม

ย่อมเพียรพยายามในพุทธศาสนา

ภิกษุนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว

เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น.

จบภิกขุวรรคที่ ๒๕

 

 

image1 image2 image3
Home พระคาถาธรรมบท ๒๖ วรรค คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔

Main Menu

Dhammapada Chanted in Pāḷi (Anandajoti Bhikkhu)-

คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔ Print E-mail

๓๓๔. มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน, ตณฺหา วฑฺฒติ มาลุวา วิย,
โส ปลวตี หุราหุรํ, ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร. (๒๔:๑)

 

ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท ดุจเคลือเถาย่านทราย ฉะนั้น,

บุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่า ฉะนั้น.

๓๓๕.

ยํ เอสา สหตี ชมฺมี, ตณฺหา โลเก วิสตฺติกา,
โสกา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ, อภิวฑฺฒํว พีรณํ. (๒๔:๒)

ตัณหานี้ลามกซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก ย่อมครอบงำบุคคลใด ความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่า ฉะนั้น.

๓๓๖.

โย เจ ตํ สหตี ชมฺมึ, ตณฺหํ โลเก ทุรจฺจยํ,
โสกา ตมฺหา ปปตนฺติ, อุทพินฺทุว โปกฺขรา. (๒๔:๓)

บุคคลใดแลย่อมครอบงำตัณหาอันลามก

ล่วงไปได้โดยยากในโลก,

ความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น

เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัว ฉะนั้น.

๓๓๗.

ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว, ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา,
ตณฺหาย มูลํ ขณถ, อุสีรตฺโถว พีรณํ,
มา โว นฬํ ว โสโตว, มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ. (๒๔:๔)

เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะ

ท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้

ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย

ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝก ฉะนั้น

มารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ

ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น.

๓๓๘.

ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทเฬฺห,

ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ,
เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต,

นิพฺพตฺตติ ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ. (๒๔:๕)

ต้นไม้ เมื่อรากหาอันตรายมิได้ มั่นคงอยู่

แม้ถูกตัดแล้วก็กลับงอกขึ้นได้ ฉันใด

ทุกข์นี้ เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้แล้ว

ย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ฉันนั้น.

๓๓๙.

ยสฺส ฉตฺตึสตีโสตา, มนาปสฺสวนา ภุสา,
วาหาวหนฺติ ทุทฺทิฏฺฐึ, สงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตา. (๒๔:๖)

ความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะเป็นของใหญ่

ย่อมนำบุคคลผู้มีตัณหาดังกระแส ๓๖

อันไหลไปในอารมณ์ซึ่งทำให้ใจเอิบอาบ

เป็นของกล้า ไปสู่ทิฏฐิชั่ว.

๓๔๐.

สวนฺติ สพฺพธี โสตา, ลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ,
ตญฺจ ทิสฺวา ลตํ ชาตํ, มูลํ ปญฺญาย ฉินฺทถ. (๒๔:๗)

 

กระแสตัณหาย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง

ตัณหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่

ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาดังเครือเถานั้นอันเกิดแล้ว

จงตัดรากเสียด้วยปัญญา.

๓๔๑.

สริตานิ สิเนหิตานิ จ,

โสมนสฺสานิ ภวนฺติ ชนฺตุโน,
เต สาตสิตา สุเขสิโน,

เต เว ชาติชรูปคา นรา. (๒๔:๘)

โสมนัสที่ซ่านไปแล้วและที่เป็นไป

กับด้วยความเยื่อใย ย่อมมีแก่สัตว์

สัตว์เหล่านั้นอาศัยความสำราญแสวงหาสุข

นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้เข้าถึงชาติและชรา.

๓๔๒.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา,

ปริสปฺปนฺติ สโสว พนุธิโต,
สญฺโญชนสงฺคสตฺตกา,

ทุกฺขมุเปนฺติ ปุนปฺปุนํ จิราย. (๒๔:๙)

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องแล้วด้วยสังโยชน์และธรรมเป็นเครื่องข้อง
ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆสิ้นกาลนาน.

๓๔๓.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา,

ปริสปฺปนฺติ สโสว พนุธิโต,
ตสฺมา ตสิณํ วิโนทเย,

ภิกฺขุ อากงฺขํ วิราคมตฺตโน. (๒๔:๑๑)

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับ

กระส่ายอยู่ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังวิราคะ

ธรรมแก่ตน พึงบรรเทาตัณหาที่ทำความสะดุ้งเสีย.

๓๔๔.

โย นิพฺพนโฐ วนาธิมุตฺโต,

วนมุตฺโต วนเมว ธาวติ,
ตํ ปุคฺคลเมว ปสฺสถ,

มุตฺโต พนฺธนเมว ธาวติ. (๒๔:๑๒)

 

ท่านทั้งหลายจงเห็นบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า

มีใจน้อมไปแล้วในความเพียรดุจป่า

พ้นแล้วจากตัณหาเพียงดังป่า ยังแล่นเข้าหาป่านั่นแล

บุคคลนี้พ้นแล้วจากเครื่องผูกยังแล่นเข้าหาเครื่องผูก.

๓๔๕.

น ตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา,

ยทายสํ ทารุชํ ปพฺพชญฺจ,
สารตฺตรตฺตา มณิกุณฺฑเลสุ,

ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา. (๒๔:๑๓)

นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูกซึ่งเกิดแต่เหล็ก

เกิดแต่ไม้ และเกิดแต่หญ้าปล้องว่ามั่นไม่

สัตว์ผู้กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้ว ในแก้วมณีและ

แก้วกุณฑลทั้งหลาย และความห่วงใยในบุตรและภริยา.

๓๔๖.

เอตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา,

โอหารินํ สิถิลํ ทุปฺปมุญฺจํ,
เอตํปิ เฉตฺวาน ปริพฺพชนฺติ,

อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหาย. (๒๔:๑๔)

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอันหน่วงลง

อันหย่อน อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก นั้นว่ามั่น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้ว ย่อมเว้นรอบ.

๓๔๗.

เย ราครตฺตานุปตนฺติ โสตํ,

สยํ กตํ มกฺกฏโกว ชาลํ,
เอตมฺปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา,

อนเปกฺขิโน สพฺพทุกฺขํ ปหาย. (๒๔:๑๕)

สัตว์เหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป

ตามกระแสตัณหา ดุจแมลงมุมแล่นไปตามใยที่ตนทำเอง ฉะนั้น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไป.

๓๔๘.

มุญฺจ ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต,

มชฺเฌ มุญฺจ ภวสฺส ปารคู,
สพฺพตฺถ วิมุตฺตมานโส,

น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ. (๒๔:๑๖)

ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย

จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขต

ธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก.

๓๔๙.

วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน,

ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน,
ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ,

เอส โข ทฬฺหํ กโรติ พนฺธนํ. (๒๔:๑๗)

 

ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูกวิตกย่ำยี

ผู้มีราคะกล้า มีปกติเห็นอารมณ์ว่างาม

ผู้นั้นแลย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น.

๓๕๐.

วิตกฺกูปสเม จ โย รโต,

อสุภํ ภาวยตี สทา สโต,
เอส โข วฺยนฺติกาหติ,

เอสจฺเฉจฺฉติ มารพนฺธนํ. (๒๔:๑๘)

ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบวิตก

มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภะอยู่

ผู้นั้นแลจักทำตัณหาให้สิ้นไป

ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้.

๓๕๑.

นิฏฺฐํ คโต อสนฺตาสี, วีตตโณฺห อนงฺคโณ,
อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ, อนฺติโมยํ สมุสฺสโย. (๒๔:๑๙)

ภิกษุผู้ถึงความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้ง

ปราศจากตัณหาไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน

ตัดลูกศรอันยังสัตว์ให้ไปสู่ภพได้แล้ว

อัตภาพของภิกษุนี้มีในที่สุด.

๓๕๒.

วีตตโณฺห อนาทาโน, นิรุตฺติปทโกวิโท,
อกฺขรานํ สนฺนิปาตํ, ชญฺญา ปุพฺพปรานิ จ,
ส เว อนฺติมสารีโร, มหาปญฺโญ มหาปุริโสติ วุจฺจติ. (๒๔:๒๐)

ภิกษุปราศจากตัณหาไม่ยึดมั่น ฉลาดในนิรุติและบท

รู้จักความประชุมเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย

ภิกษุนั้นแลมีสรีระในที่สุด

เรากล่าวว่า มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ.

๓๕๓.

สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ,

สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต,
สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต,

สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํ. (๒๔:๒๑)

เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้แจ้งธรรมทั้งปวง

อันตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง

ละธรรมได้ทุกอย่างพ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหา

รู้ยิ่งเอง พึงแสดงใครเล่า (ว่าเป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์).

๓๕๔.

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ,

สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ,
สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ,

ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ. (๒๔:๒๒)

การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง

รสแห่งธรรมย่อมชำนะรสทั้งปวง

ความยินดีในธรรมย่อมชำนะความยินดีทั้งปวง

ความสิ้นตัณหาย่อมชำนะทุกข์ทั้งปวง.

๓๕๕.

หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ, โน เจ ปารคเวสิโน,
โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ, หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ. (๒๔:๒๓)

โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม

แต่หาฆ่าผู้ที่แสวงหาฝั่งไม่, คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้

เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น.

๓๕๖.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, ราคโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตราเคสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๔)

นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์มีราคะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคล ถวายในท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๗.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โทสโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตโทเสสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๕)

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโทสะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๘.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โมหโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตโมเหสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๖)

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโมหะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๙.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, อิจฺฉาโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วิคติจฺเฉสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๗)

 

ตณฺหาวคฺโค จตุวีสติโม นิฏฺฐิโต.

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีความอิจฉาเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากความอิจฉา ย่อมมีผลมาก.

จบตัณหาวรรคที่ ๒๔

 

Share this post

Last Updated on Sunday, 17 June 2012 17:22
 
joomla template