logotype
คาถาธรรมบท มลวรรคที่ ๑๘

๒๓๕. ปณฺฑุปลาโสวทานิสิ,

ยมปุริสาปิ จ เต อุปฏฺฐิตา,
อุยฺโยคมุเข จ ติฏฺฐสิ,

ปาเถยฺยมฺปิ จ เต น วิชฺชติ. (๑๘:)


บัดนี้ท่านเป็นดุจใบไม้เหลือง อนึ่ง

แม้บุรุษของพระยายมก็ปรากฏแก่ท่านแล้ว

ท่านตั้งอยู่ในปากแห่งความเสื่อม

และเสบียงเดินทางของท่านก็ยังไม่มี.

๒๓๖.

โส กโรหิ ทีปมตฺตโน,

ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว,
นิทฺธนฺตมโล อนงฺคโณ,

ทิพฺพํ อริยภูมึ อุเปหิสิ. (๑๘:)

ท่านจงทำที่พึงแก่ตน

จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต

ท่านเป็นผู้มีมลทินอันขจัดแล้ว

ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน

จักถึงอริยภูมิอันเป็นทิพย์.

๒๓๗.

อุปนีตวโย ว ทานิสิ,

สมฺปยาโตสิ ยมสฺส สนฺติกํ,
วาโสปิ จ เต นตฺถิ อนฺตรา,

ปาเถยฺยมฺปิ จ เต น วิชฺชติ. (๑๘:)

บัดนี้ท่านเป็นผู้มีวัยอันชรานำเข้าไปแล้ว

เตรียมจะไปยังสำนักของพระยายม

อนึ่ง ที่พักในระหว่างของท่านก็ยังไม่มี

และเสบียงเดินทางของท่านก็ยังไม่มี.

๒๓๘.

โส กโรหิ ทีปมตฺตโน,

ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว,
นิทฺธนฺตมโล อนงฺคโณ,

น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ. (๑๘:)

ท่านจงทำที่พึ่งแก่ตน

จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต

ท่านเป็นผู้มีมลทินอันขจัดแล้ว

ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน

จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก.

๒๓๙.

อนุปุพฺเพน เมธาวี, โถกํ โถกํ ขเณ ขเณ,
กมฺมาโร รชตสฺเสว, นิทฺธเม มลมตฺตโน. (๑๘:)

นักปราชญ์ทำกุศลทีละน้อยๆ ในขณะๆ

พึงขจัดมลทินของตนออกได้โดยลำดับ

เหมือนช่างทองขจัดมลทินของทอง ฉะนั้น.

๒๔๐.

อยสา ว มลํ สมุฏฺฐิตํ,

ตทุฏฺฐาย ตเมว ขาทติ,
เอวํ อติโธนจารินํ,

สานิ กมฺมานิ นยนฺติ ทุคฺคตึ. (๑๘:)

สนิมเกิดขึ้นแต่เหล็กเอง ครั้นเกิดขึ้น

แต่เหล็กนั้นแล้ว ย่อมกัดเหล็กนั้นแหละ ฉันใด

กรรมของตนย่อมนำบุคคลผู้มัก

ประพฤติล่วงปัญญาชื่อโธนา ไปสู่ทุคติ ฉันนั้น.

๒๔๑.

อสชฺฌายมลา มนฺตา, อนุฏฺฐานมลา ฆรา,
มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชํ, ปมาโท รกฺขโต มลํ. (๑๘:)

มนต์มีอันไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน

เรือนมีการไม่หมั่นเป็นมลทิน

ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ

ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา.

๒๔๒.

มลิตฺถิยา ทุจฺจริตํ, มจฺเฉรํ ททโต มลํ,
มลา เว ปาปกา ธมฺมา, อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ. (๑๘:)

ความประพฤติชั่วเป็นมลทินหญิง

ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้

ธรรมทั้งหลายที่ลามกเป็นมลทินแท้

ทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า.

๒๔๓.

ตโต มลา มลตรํ, อวิชฺชา ปรมํ มลํ,
เอตํ มลํ ปหตฺวาน, นิมฺมลา โหถ ภิกฺขโว. (๑๘:)

เราจะบอกมลทินกว่ามลทินนั้น

คือ อวิชชาเป็นมลทินอย่างยิ่ง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย

ละมลทินนี้เสียแล้ว จงเป็นผู้ไม่มีมลทินเถิด.

๒๔๔.

สุชีวํ อหิริเกน, กากสูเรน ธํสินา,
ปกฺขนฺทินา ปคพฺเภน, สงฺกิลิฏฺเฐน ชีวิตํ. (๑๘:๑๐)

บุคคลผู้ไม่มีหิริกล้าเพียงดังกา มักขจัด มักแล่นไป ผู้คะนอง เป็นผู้เศร้าหมองเป็นอยู่ง่าย.

๒๔๕.

หิรีมตา จ ทุชฺชีวํ, นิจฺจํ สุจิคเวสินา,
อลีเนนาปคพฺเภน, สุทฺธาชีเวน ปสฺสตา. (๑๘:๑๑)

ส่วนบุคคลผู้มีหิริ มีปกติแสวงหา

ความสะอาดเป็นนิตย์ ไม่หดหู่ ไม่คะนอง

มีอาชีวะหมดจดเห็นอยู่เป็นอยู่ยาก.

๒๔๖.

โย ปาณมติมาเปติ, มุสาวาทญฺจ ภาสติ,
โลเก อทินฺนํ อาทิยติ, ปรทารญฺจ คจฺฉติ. (๑๘:๑๒)

นรชนใดย่อมล้างผลาญสัตว์มีชีวิต

ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ในโลก

คบหาภริยาคนอื่น กล่าวคำเท็จ.

๒๔๗.

สุราเมรยปานญฺจ, โย นโร อนุยุญฺชติ,
อิเธวเมโส โลกสฺมึ, มูลํ ขนติ อตฺตโน. (๑๘:๑๓)

และประกอบการดื่มสุราเมรัยเนืองๆ

นรชนนี้ย่อมขุดทรัพย์อันเป็นต้นทุนของตนในโลกนี้แล.

๒๔๘.

เอวํ โภ ปุริส ชานาหิ, ปาปธมฺมา อสญฺญตา,
มา ตํ โลโภ อธมฺโม จ, จิรํ ทุกฺขาย รนฺธยุํ. (๑๘:๑๔)

ดูกรบุรุษผู้เจริญท่านจงรู้อย่างนี้ว่า

บาปธรรมทั้งหลายอันบุคคลไม่สำรวมแล้ว

ความโลภและสภาวะมิใช่ธรรม

อย่าพึงย่ำยีท่านเพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน.

๒๔๙.

ททาติ เว ยถาสทฺธํ, ยถาปสาทนํ ชโน,
ตตฺถ โย มงฺกุโต โหติ, ปเรสํ ปานโภชเน,
น โส ทิวา วา รตฺตึ วา สมาธึ อธิคจฺฉติ. (๑๘:๑๕)

ชนย่อมให้ตามศรัทธาตามความเลื่อมใสโดยแท้

บุคคลใดย่อมเป็นผู้เก้อเขินในเพราะน้ำและข้าว

ของชนเหล่าอื่นนั้น บุคคลนั้นย่อมไม่บรรลุสมาธิ

ในกลางวันหรือกลางคืน.

๒๕๐.

ยสฺสเจตํ สมุจฺฉินฺนํ, มูลฆจฺฉํ สมูหตํ,
ส เว ทิวา วา รตฺตึ วา สมาธึ อธิคจฺฉติ. (๑๘:๑๖)

ส่วนผู้ใดตัดความเป็นผู้เก้อเขินนี้ได้ขาด

ถอนขึ้นให้รากขาดแล้ว ผู้นั้นแลย่อมบรรลุสมาธิ

ในกลางวันหรือกลางคืน.

๒๕๑.

นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ, นตฺถิ โทสสโม คโห,
นตฺถิ โมหสมํ ชาลํ, นตฺถิ ตณฺหาสมา นที. (๑๘:๑๗)

ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี ผู้จับเสมอด้วยโทสะไม่มี

ข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี.

๒๕๒.

สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ, อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ,
ปเรสํ หิ โส วชฺชานิ, โอปุนาติ ยถาภุสํ,
อตฺตโน ปน ฉาเทติ, กลึว กิตวา สโฐ. (๑๘:๑๘)

โทษของผู้อื่นเห็นได้ง่าย

ส่วนโทษของตนเห็นได้ยาก

เพราะว่าบุคคลนั้นย่อมโปรยโทษของคนอื่น

ดุจบุคคลโปรยแกลบ แต่ปกปิดโทษของตนไว้

เหมือนพรานนกปกปิดอัตภาพด้วยกิ่งไม้ ฉะนั้น.

๒๕๓.

ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส, นิจฺจํ อุชฺฌานสญฺญิโน,
อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ, อารา โส อาสวกฺขยา. (๑๘:๑๙)

อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคล

ผู้ตามเพ่งโทษผู้อื่น มีความสำคัญ

ในการยกโทษเป็นนิตย์ บุคคลนั้นเป็น

ผู้ไกลจากความสิ้นอาสวะ.

๒๕๔.

อากาเสว ปทํ นตฺถิ, สมโณ นตฺถิ พาหิโร,
ปปญฺจาภิรตา ปชา, นิปฺปปญฺจา ตถาคตา. (๑๘:๒๐)

สมณะภายนอกไม่มี

ดังรอยเท้าไม่มีในอากาศ ฉะนั้น

หมู่สัตว์ยินดีแล้วในธรรมเครื่องยัง

สัตว์ให้เนิ่นช้า พระตถาคตทั้งหลาย

ไม่มีธรรมเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้า.

๒๕๕.

อากาเสว ปทํ นตฺถิ, สมโณ นตฺถิ พาหิเร.
สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ, นตฺถิ พุทฺธานมิญฺชิตํ. (๑๘:๒๑)

 

มลวคฺโค อฏฺฐารสโม นิฏฺฐิโต.

สมณะภายนอกไม่มี ดังรอยเท้าไม่มีในอากาศฉะนั้น

สังขารทั้งหลายเที่ยงไม่มี กิเลสชาติเครื่อง

ยังสัตว์ให้หวั่นไหวไม่มีแก่พระพุทธเจ้า.

จบมลวรรคที่ ๑๘

 

image1 image2 image3
Home พระคาถาธรรมบท ๒๖ วรรค คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔

Main Menu

Dhammapada Chanted in Pāḷi (Anandajoti Bhikkhu)-

คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔ Print E-mail

๓๓๔. มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน, ตณฺหา วฑฺฒติ มาลุวา วิย,
โส ปลวตี หุราหุรํ, ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร. (๒๔:๑)

 

ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท ดุจเคลือเถาย่านทราย ฉะนั้น,

บุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่า ฉะนั้น.

๓๓๕.

ยํ เอสา สหตี ชมฺมี, ตณฺหา โลเก วิสตฺติกา,
โสกา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ, อภิวฑฺฒํว พีรณํ. (๒๔:๒)

ตัณหานี้ลามกซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก ย่อมครอบงำบุคคลใด ความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่า ฉะนั้น.

๓๓๖.

โย เจ ตํ สหตี ชมฺมึ, ตณฺหํ โลเก ทุรจฺจยํ,
โสกา ตมฺหา ปปตนฺติ, อุทพินฺทุว โปกฺขรา. (๒๔:๓)

บุคคลใดแลย่อมครอบงำตัณหาอันลามก

ล่วงไปได้โดยยากในโลก,

ความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น

เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัว ฉะนั้น.

๓๓๗.

ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว, ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา,
ตณฺหาย มูลํ ขณถ, อุสีรตฺโถว พีรณํ,
มา โว นฬํ ว โสโตว, มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ. (๒๔:๔)

เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะ

ท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้

ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย

ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝก ฉะนั้น

มารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ

ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น.

๓๓๘.

ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทเฬฺห,

ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ,
เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต,

นิพฺพตฺตติ ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ. (๒๔:๕)

ต้นไม้ เมื่อรากหาอันตรายมิได้ มั่นคงอยู่

แม้ถูกตัดแล้วก็กลับงอกขึ้นได้ ฉันใด

ทุกข์นี้ เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้แล้ว

ย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ฉันนั้น.

๓๓๙.

ยสฺส ฉตฺตึสตีโสตา, มนาปสฺสวนา ภุสา,
วาหาวหนฺติ ทุทฺทิฏฺฐึ, สงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตา. (๒๔:๖)

ความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะเป็นของใหญ่

ย่อมนำบุคคลผู้มีตัณหาดังกระแส ๓๖

อันไหลไปในอารมณ์ซึ่งทำให้ใจเอิบอาบ

เป็นของกล้า ไปสู่ทิฏฐิชั่ว.

๓๔๐.

สวนฺติ สพฺพธี โสตา, ลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ,
ตญฺจ ทิสฺวา ลตํ ชาตํ, มูลํ ปญฺญาย ฉินฺทถ. (๒๔:๗)

 

กระแสตัณหาย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง

ตัณหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่

ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาดังเครือเถานั้นอันเกิดแล้ว

จงตัดรากเสียด้วยปัญญา.

๓๔๑.

สริตานิ สิเนหิตานิ จ,

โสมนสฺสานิ ภวนฺติ ชนฺตุโน,
เต สาตสิตา สุเขสิโน,

เต เว ชาติชรูปคา นรา. (๒๔:๘)

โสมนัสที่ซ่านไปแล้วและที่เป็นไป

กับด้วยความเยื่อใย ย่อมมีแก่สัตว์

สัตว์เหล่านั้นอาศัยความสำราญแสวงหาสุข

นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้เข้าถึงชาติและชรา.

๓๔๒.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา,

ปริสปฺปนฺติ สโสว พนุธิโต,
สญฺโญชนสงฺคสตฺตกา,

ทุกฺขมุเปนฺติ ปุนปฺปุนํ จิราย. (๒๔:๙)

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องแล้วด้วยสังโยชน์และธรรมเป็นเครื่องข้อง
ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆสิ้นกาลนาน.

๓๔๓.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา,

ปริสปฺปนฺติ สโสว พนุธิโต,
ตสฺมา ตสิณํ วิโนทเย,

ภิกฺขุ อากงฺขํ วิราคมตฺตโน. (๒๔:๑๑)

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับ

กระส่ายอยู่ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังวิราคะ

ธรรมแก่ตน พึงบรรเทาตัณหาที่ทำความสะดุ้งเสีย.

๓๔๔.

โย นิพฺพนโฐ วนาธิมุตฺโต,

วนมุตฺโต วนเมว ธาวติ,
ตํ ปุคฺคลเมว ปสฺสถ,

มุตฺโต พนฺธนเมว ธาวติ. (๒๔:๑๒)

 

ท่านทั้งหลายจงเห็นบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า

มีใจน้อมไปแล้วในความเพียรดุจป่า

พ้นแล้วจากตัณหาเพียงดังป่า ยังแล่นเข้าหาป่านั่นแล

บุคคลนี้พ้นแล้วจากเครื่องผูกยังแล่นเข้าหาเครื่องผูก.

๓๔๕.

น ตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา,

ยทายสํ ทารุชํ ปพฺพชญฺจ,
สารตฺตรตฺตา มณิกุณฺฑเลสุ,

ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา. (๒๔:๑๓)

นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูกซึ่งเกิดแต่เหล็ก

เกิดแต่ไม้ และเกิดแต่หญ้าปล้องว่ามั่นไม่

สัตว์ผู้กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้ว ในแก้วมณีและ

แก้วกุณฑลทั้งหลาย และความห่วงใยในบุตรและภริยา.

๓๔๖.

เอตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา,

โอหารินํ สิถิลํ ทุปฺปมุญฺจํ,
เอตํปิ เฉตฺวาน ปริพฺพชนฺติ,

อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหาย. (๒๔:๑๔)

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอันหน่วงลง

อันหย่อน อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก นั้นว่ามั่น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้ว ย่อมเว้นรอบ.

๓๔๗.

เย ราครตฺตานุปตนฺติ โสตํ,

สยํ กตํ มกฺกฏโกว ชาลํ,
เอตมฺปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา,

อนเปกฺขิโน สพฺพทุกฺขํ ปหาย. (๒๔:๑๕)

สัตว์เหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป

ตามกระแสตัณหา ดุจแมลงมุมแล่นไปตามใยที่ตนทำเอง ฉะนั้น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไป.

๓๔๘.

มุญฺจ ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต,

มชฺเฌ มุญฺจ ภวสฺส ปารคู,
สพฺพตฺถ วิมุตฺตมานโส,

น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ. (๒๔:๑๖)

ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย

จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขต

ธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก.

๓๔๙.

วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน,

ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน,
ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ,

เอส โข ทฬฺหํ กโรติ พนฺธนํ. (๒๔:๑๗)

 

ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูกวิตกย่ำยี

ผู้มีราคะกล้า มีปกติเห็นอารมณ์ว่างาม

ผู้นั้นแลย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น.

๓๕๐.

วิตกฺกูปสเม จ โย รโต,

อสุภํ ภาวยตี สทา สโต,
เอส โข วฺยนฺติกาหติ,

เอสจฺเฉจฺฉติ มารพนฺธนํ. (๒๔:๑๘)

ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบวิตก

มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภะอยู่

ผู้นั้นแลจักทำตัณหาให้สิ้นไป

ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้.

๓๕๑.

นิฏฺฐํ คโต อสนฺตาสี, วีตตโณฺห อนงฺคโณ,
อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ, อนฺติโมยํ สมุสฺสโย. (๒๔:๑๙)

ภิกษุผู้ถึงความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้ง

ปราศจากตัณหาไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน

ตัดลูกศรอันยังสัตว์ให้ไปสู่ภพได้แล้ว

อัตภาพของภิกษุนี้มีในที่สุด.

๓๕๒.

วีตตโณฺห อนาทาโน, นิรุตฺติปทโกวิโท,
อกฺขรานํ สนฺนิปาตํ, ชญฺญา ปุพฺพปรานิ จ,
ส เว อนฺติมสารีโร, มหาปญฺโญ มหาปุริโสติ วุจฺจติ. (๒๔:๒๐)

ภิกษุปราศจากตัณหาไม่ยึดมั่น ฉลาดในนิรุติและบท

รู้จักความประชุมเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย

ภิกษุนั้นแลมีสรีระในที่สุด

เรากล่าวว่า มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ.

๓๕๓.

สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ,

สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต,
สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต,

สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํ. (๒๔:๒๑)

เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้แจ้งธรรมทั้งปวง

อันตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง

ละธรรมได้ทุกอย่างพ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหา

รู้ยิ่งเอง พึงแสดงใครเล่า (ว่าเป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์).

๓๕๔.

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ,

สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ,
สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ,

ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ. (๒๔:๒๒)

การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง

รสแห่งธรรมย่อมชำนะรสทั้งปวง

ความยินดีในธรรมย่อมชำนะความยินดีทั้งปวง

ความสิ้นตัณหาย่อมชำนะทุกข์ทั้งปวง.

๓๕๕.

หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ, โน เจ ปารคเวสิโน,
โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ, หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ. (๒๔:๒๓)

โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม

แต่หาฆ่าผู้ที่แสวงหาฝั่งไม่, คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้

เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น.

๓๕๖.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, ราคโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตราเคสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๔)

นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์มีราคะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคล ถวายในท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๗.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โทสโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตโทเสสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๕)

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโทสะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๘.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โมหโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตโมเหสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๖)

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโมหะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๙.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, อิจฺฉาโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วิคติจฺเฉสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๗)

 

ตณฺหาวคฺโค จตุวีสติโม นิฏฺฐิโต.

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีความอิจฉาเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากความอิจฉา ย่อมมีผลมาก.

จบตัณหาวรรคที่ ๒๔

 

Share this post

Last Updated on Sunday, 17 June 2012 17:22
 
joomla template