logotype
คาถาธรรมบท ธัมมัตถวรรคที่ ๑๙

๒๕๖. น เตน โหติ ธมฺมฏฺโฐ, เยนตฺถํ สหสา นเย,
โย จ อตฺถํ อนตฺถญฺจ, อุโภ นิจฺเฉยฺย ปณฺฑิโต. (๑๙:)


บุคคลไม่ชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม

ด้วยเหตุที่วินิจฉัยอรรถคดีโดยผลุนผลัน

ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตวินิจฉัยอรรถคดี

และความอันไม่เป็นอรรถคดีทั้งสอง.

๒๕๗.

อสาหเสน ธมฺเมน, สเมน นยตี ปเร,
ธมฺมสฺส คุตฺโต เมธาวี, ธมฺมฏฺโฐติ ปวุจฺจติ. (๑๙:)

วินิจฉัยบุคคลเหล่าอื่นโดยความไม่ผลุนผลัน

โดยธรรมสม่ำเสมอ ผู้นั้นชื่อว่าคุ้มครองกฎหมาย

เป็นนักปราชญ์ เรากล่าวว่า ตั้งอยู่ในธรรม.

๒๕๘.

น เตน ปณฺฑิโต โหติ, ยาวตา พหุ ภาสติ,
เขมี อเวรี อภโย, ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติ. (๑๙:)

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิต

ด้วยเหตุเพียงที่พูดมาก

บุคคลผู้มีความเกษมไม่มีเวร ไม่มีภัย

เราเรียกว่า เป็นบัณฑิต.

๒๕๙.

น ตาวตา ธมฺมธโร, ยาวตา พหุ ภาสติ,
โย จ อปฺปมฺปิ สุตฺวาน, ธมฺมํ กาเยน ปสฺสติ,
ส เว ธมฺมธโร โหติ, โย ธมฺมํ นปฺปมชฺชติ. (๑๙:)

บุคคลไม่ชื่อว่าทรงธรรมด้วยเหตุเพียงที่พูดมาก

ส่วนผู้ใดฟังธรรมแม้น้อยแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นธรรม

ด้วยนามกาย [และ] ไม่ประมาทธรรม

ผู้นั้นแล ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรม.

๒๖๐.

น เตน เถโร โหติ, เยนสฺส ปลิตํสิโร,
ปริปกฺโก วโย ตสฺส, โมฆชิณฺโณติ วุจฺจติ. (๑๙:)

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นเถระ

เพราะเหตุที่มีผมหงอกบนศีรษะ

วัยของบุคคลนั้นแก่หง่อมแล้ว

บุคคลนั้นเรากล่าวว่า เป็นผู้แก่เปล่า.

๒๖๑.

ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ, อหึสา สญฺญโม ทโม,
ส เว วนฺตมโล ธีโร, โส เถโรติ ปวุจฺจติ. (๑๙:)

สัจจะ ธรรมะ อหิงสา

สัญญมะและทมะ มีอยู่ในผู้ใด

ผู้นั้นแลมีมลทินอันคายแล้ว

เป็นนักปราชญ์ เราเรียกว่าเป็นเถระ.

๒๖๒.

น วากฺกรณมตฺเตน, วณฺณโปกฺขรตาย วา,
สาธุรูโป นโร โหติ, อิสฺสุกี มจฺฉรี สโฐ. (๑๙:)

 

นรชนผู้มักริษยา มีความตระหนี่ โอ้อวด

ไม่เป็นผู้ชื่อว่ามีรูปงามเพราะเหตุเพียงพูด

หรือเพราะความเป็นผู้มีวรรณะงาม.

๒๖๓.

ยสฺส เจตํ สมุจฺฉินฺนํ, มูลฆจฺจํ สมูหตํ,
ส วนฺตโทโส เมธาวี, สาธุรูโปติ วุจฺจติ. (๑๙:)

ส่วนผู้ใดตัดโทษมีความริษยาเป็นต้นนี้ได้ขาด

ถอนขึ้นให้รากขาดแล้ว ผู้นั้นมีโทษอันคายแล้ว

มีปัญญา เราเรียกว่า ผู้มีรูปงาม.

๒๖๔.

น มุณฺฑเกน สมโณ, อพฺพโต อลิกํ ภณํ,
อิจฺฉาโลภสมาปนฺโน, สมโณ กึ ภวิสฺสติ. (๑๙:)

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเพราะศีรษะโล้น

บุคคลผู้ไม่มีวัตร พูดเหลาะแหละ

มากด้วยความอิจฉาและความโลภ

จักเป็นสมณะอย่างไรได้.

๒๖๕.

โย จ สเมติ ปาปานิ, อณุํถูลานิ สพฺพโส,
สมิตตฺตา หิ ปาปานํ, สมโณติ ปวุจฺจติ. (๑๙:๑๐)

ส่วนผู้ใดสงบบาปน้อยใหญ่ได้

โดยประการทั้งปวง ผู้นั้นเรากล่าว

ว่าเป็นสมณะ เพราะสงบบาปได้แล้ว.

๒๖๖.

น เตน ภิกฺขุ โส โหติ, ยาวตา ภิกฺขเต ปเร,
วิสฺสํ ธมฺมํ สมาทาย, ภิกฺขุ โหติ น ตาวตา. (๑๙:๑๑)

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุ

ด้วยเหตุเพียงที่ขอคนอื่น

บุคคลสมาทานธรรมอันเป็นพิษ

ไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุด้วยเหตุนั้น.

๒๖๗.

โยธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ, พาเหตฺวา พฺรหฺมจริยวา,
สงฺขาย โลเก จรติ, ส เว ภิกฺขูติ วุจฺจติ. (๑๙:๑๒)

ผู้ใดในโลกนี้ลอยบุญและบาปแล้ว

ประพฤติพรหมจรรย์ รู้ธรรมทั้งปวงแล้ว

เที่ยวไปในโลก ผู้นั้นแลเราเรียกว่าเป็นภิกษุ.

๒๖๘.

น โมเนน มุนิ โหติ, มูฬฺหรูโป อวิทฺทสุ,
โย จ ตุลํว ปคฺคยฺห, วรมาทาย ปณฺฑิโต. (๑๙:๑๓)

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะความนิ่ง

บุคคลผู้หลงลืม ไม่รู้แจ้ง ไม่ชื่อว่าเป็นมุนี

ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตถือธรรมอันประเสริฐ

เป็นดุจบุคคลประคองตราชั่ง.

๒๖๙.

ปาปานิ ปริวชฺเชติ, ส มุนิ เตน โส มุนิ,
โย มุนาติ อุโภ โลเก, มุนิ เตน ปวุจฺจติ. (๑๙:๑๔)

เว้นบาปทั้งหลาย ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี

เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่ามุนี

ผู้ใดรู้จักโลกทั้งสอง

ผู้นั้นเราเรียกว่าเป็นมุนีเพราะเหตุนั้น.

๒๗๐.

น เตน อริโย โหติ, เยน ปาณานิ หึสติ,
อหึสา สพฺพปาณานํ, อริโยติ ปวุจฺจติ. (๑๙:๑๕)

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นอริยะ

เพราะเหตุที่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง

บุคคลที่เราเรียกว่าเป็นอริยะ

เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง.

๒๗๑.

น สีลพฺพตมตฺเตน, พาหุสจฺเจน วา ปน,
อถวา สมาธิลาเภน, วิวิตฺตสยเนน วา. (๑๙:๑๖)

ด้วยเหตุเพียงศีลและวัตร

ด้วยความเป็นพหูสูต

ด้วยการได้สมาธิ

ด้วยการนอนในที่สงัด.

๑๗๒.

ผุสามิ เนกฺขมฺมสุขํ, อปุถุชฺชนเสวิตํ,
ภิกฺขุ วิสฺสาสมาปาทิ, อปฺปตฺโต อาสวกฺขยํ. (๑๙:๑๗)

 

ธมฺมฏฺฐวคฺโค เอกูนวีสติโม นิฏฺฐิโต.

หรือด้วยเหตุเพียงความดำริเท่านี้ว่า

เราถูกต้องสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ

ซึ่งปุถุชนเสพไม่ได้ ดูกรภิกษุ ภิกษุยังไม่ถึง

ความสิ้นไปแห่งอาสวะ อย่าถึงความชะล่าใจ.

จบธัมมัฏฐวรรคที่ ๑๙

 

image1 image2 image3
Home พระคาถาธรรมบท ๒๖ วรรค คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔

Main Menu

Dhammapada Chanted in Pāḷi (Anandajoti Bhikkhu)-

คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔ Print E-mail

๓๓๔. มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน, ตณฺหา วฑฺฒติ มาลุวา วิย,
โส ปลวตี หุราหุรํ, ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร. (๒๔:๑)

 

ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท ดุจเคลือเถาย่านทราย ฉะนั้น,

บุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่า ฉะนั้น.

๓๓๕.

ยํ เอสา สหตี ชมฺมี, ตณฺหา โลเก วิสตฺติกา,
โสกา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ, อภิวฑฺฒํว พีรณํ. (๒๔:๒)

ตัณหานี้ลามกซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก ย่อมครอบงำบุคคลใด ความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่า ฉะนั้น.

๓๓๖.

โย เจ ตํ สหตี ชมฺมึ, ตณฺหํ โลเก ทุรจฺจยํ,
โสกา ตมฺหา ปปตนฺติ, อุทพินฺทุว โปกฺขรา. (๒๔:๓)

บุคคลใดแลย่อมครอบงำตัณหาอันลามก

ล่วงไปได้โดยยากในโลก,

ความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น

เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัว ฉะนั้น.

๓๓๗.

ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว, ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา,
ตณฺหาย มูลํ ขณถ, อุสีรตฺโถว พีรณํ,
มา โว นฬํ ว โสโตว, มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ. (๒๔:๔)

เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะ

ท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้

ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย

ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝก ฉะนั้น

มารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ

ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น.

๓๓๘.

ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทเฬฺห,

ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ,
เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต,

นิพฺพตฺตติ ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ. (๒๔:๕)

ต้นไม้ เมื่อรากหาอันตรายมิได้ มั่นคงอยู่

แม้ถูกตัดแล้วก็กลับงอกขึ้นได้ ฉันใด

ทุกข์นี้ เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้แล้ว

ย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ฉันนั้น.

๓๓๙.

ยสฺส ฉตฺตึสตีโสตา, มนาปสฺสวนา ภุสา,
วาหาวหนฺติ ทุทฺทิฏฺฐึ, สงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตา. (๒๔:๖)

ความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะเป็นของใหญ่

ย่อมนำบุคคลผู้มีตัณหาดังกระแส ๓๖

อันไหลไปในอารมณ์ซึ่งทำให้ใจเอิบอาบ

เป็นของกล้า ไปสู่ทิฏฐิชั่ว.

๓๔๐.

สวนฺติ สพฺพธี โสตา, ลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ,
ตญฺจ ทิสฺวา ลตํ ชาตํ, มูลํ ปญฺญาย ฉินฺทถ. (๒๔:๗)

 

กระแสตัณหาย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง

ตัณหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่

ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาดังเครือเถานั้นอันเกิดแล้ว

จงตัดรากเสียด้วยปัญญา.

๓๔๑.

สริตานิ สิเนหิตานิ จ,

โสมนสฺสานิ ภวนฺติ ชนฺตุโน,
เต สาตสิตา สุเขสิโน,

เต เว ชาติชรูปคา นรา. (๒๔:๘)

โสมนัสที่ซ่านไปแล้วและที่เป็นไป

กับด้วยความเยื่อใย ย่อมมีแก่สัตว์

สัตว์เหล่านั้นอาศัยความสำราญแสวงหาสุข

นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้เข้าถึงชาติและชรา.

๓๔๒.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา,

ปริสปฺปนฺติ สโสว พนุธิโต,
สญฺโญชนสงฺคสตฺตกา,

ทุกฺขมุเปนฺติ ปุนปฺปุนํ จิราย. (๒๔:๙)

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องแล้วด้วยสังโยชน์และธรรมเป็นเครื่องข้อง
ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆสิ้นกาลนาน.

๓๔๓.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา,

ปริสปฺปนฺติ สโสว พนุธิโต,
ตสฺมา ตสิณํ วิโนทเย,

ภิกฺขุ อากงฺขํ วิราคมตฺตโน. (๒๔:๑๑)

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับ

กระส่ายอยู่ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังวิราคะ

ธรรมแก่ตน พึงบรรเทาตัณหาที่ทำความสะดุ้งเสีย.

๓๔๔.

โย นิพฺพนโฐ วนาธิมุตฺโต,

วนมุตฺโต วนเมว ธาวติ,
ตํ ปุคฺคลเมว ปสฺสถ,

มุตฺโต พนฺธนเมว ธาวติ. (๒๔:๑๒)

 

ท่านทั้งหลายจงเห็นบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า

มีใจน้อมไปแล้วในความเพียรดุจป่า

พ้นแล้วจากตัณหาเพียงดังป่า ยังแล่นเข้าหาป่านั่นแล

บุคคลนี้พ้นแล้วจากเครื่องผูกยังแล่นเข้าหาเครื่องผูก.

๓๔๕.

น ตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา,

ยทายสํ ทารุชํ ปพฺพชญฺจ,
สารตฺตรตฺตา มณิกุณฺฑเลสุ,

ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา. (๒๔:๑๓)

นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูกซึ่งเกิดแต่เหล็ก

เกิดแต่ไม้ และเกิดแต่หญ้าปล้องว่ามั่นไม่

สัตว์ผู้กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้ว ในแก้วมณีและ

แก้วกุณฑลทั้งหลาย และความห่วงใยในบุตรและภริยา.

๓๔๖.

เอตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา,

โอหารินํ สิถิลํ ทุปฺปมุญฺจํ,
เอตํปิ เฉตฺวาน ปริพฺพชนฺติ,

อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหาย. (๒๔:๑๔)

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอันหน่วงลง

อันหย่อน อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก นั้นว่ามั่น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้ว ย่อมเว้นรอบ.

๓๔๗.

เย ราครตฺตานุปตนฺติ โสตํ,

สยํ กตํ มกฺกฏโกว ชาลํ,
เอตมฺปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา,

อนเปกฺขิโน สพฺพทุกฺขํ ปหาย. (๒๔:๑๕)

สัตว์เหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป

ตามกระแสตัณหา ดุจแมลงมุมแล่นไปตามใยที่ตนทำเอง ฉะนั้น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไป.

๓๔๘.

มุญฺจ ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต,

มชฺเฌ มุญฺจ ภวสฺส ปารคู,
สพฺพตฺถ วิมุตฺตมานโส,

น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ. (๒๔:๑๖)

ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย

จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขต

ธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก.

๓๔๙.

วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน,

ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน,
ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ,

เอส โข ทฬฺหํ กโรติ พนฺธนํ. (๒๔:๑๗)

 

ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูกวิตกย่ำยี

ผู้มีราคะกล้า มีปกติเห็นอารมณ์ว่างาม

ผู้นั้นแลย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น.

๓๕๐.

วิตกฺกูปสเม จ โย รโต,

อสุภํ ภาวยตี สทา สโต,
เอส โข วฺยนฺติกาหติ,

เอสจฺเฉจฺฉติ มารพนฺธนํ. (๒๔:๑๘)

ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบวิตก

มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภะอยู่

ผู้นั้นแลจักทำตัณหาให้สิ้นไป

ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้.

๓๕๑.

นิฏฺฐํ คโต อสนฺตาสี, วีตตโณฺห อนงฺคโณ,
อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ, อนฺติโมยํ สมุสฺสโย. (๒๔:๑๙)

ภิกษุผู้ถึงความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้ง

ปราศจากตัณหาไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน

ตัดลูกศรอันยังสัตว์ให้ไปสู่ภพได้แล้ว

อัตภาพของภิกษุนี้มีในที่สุด.

๓๕๒.

วีตตโณฺห อนาทาโน, นิรุตฺติปทโกวิโท,
อกฺขรานํ สนฺนิปาตํ, ชญฺญา ปุพฺพปรานิ จ,
ส เว อนฺติมสารีโร, มหาปญฺโญ มหาปุริโสติ วุจฺจติ. (๒๔:๒๐)

ภิกษุปราศจากตัณหาไม่ยึดมั่น ฉลาดในนิรุติและบท

รู้จักความประชุมเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย

ภิกษุนั้นแลมีสรีระในที่สุด

เรากล่าวว่า มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ.

๓๕๓.

สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ,

สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต,
สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต,

สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํ. (๒๔:๒๑)

เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้แจ้งธรรมทั้งปวง

อันตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง

ละธรรมได้ทุกอย่างพ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหา

รู้ยิ่งเอง พึงแสดงใครเล่า (ว่าเป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์).

๓๕๔.

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ,

สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ,
สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ,

ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ. (๒๔:๒๒)

การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง

รสแห่งธรรมย่อมชำนะรสทั้งปวง

ความยินดีในธรรมย่อมชำนะความยินดีทั้งปวง

ความสิ้นตัณหาย่อมชำนะทุกข์ทั้งปวง.

๓๕๕.

หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ, โน เจ ปารคเวสิโน,
โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ, หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ. (๒๔:๒๓)

โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม

แต่หาฆ่าผู้ที่แสวงหาฝั่งไม่, คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้

เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น.

๓๕๖.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, ราคโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตราเคสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๔)

นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์มีราคะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคล ถวายในท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๗.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โทสโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตโทเสสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๕)

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโทสะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๘.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โมหโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตโมเหสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๖)

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโมหะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๙.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, อิจฺฉาโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วิคติจฺเฉสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๗)

 

ตณฺหาวคฺโค จตุวีสติโม นิฏฺฐิโต.

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีความอิจฉาเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากความอิจฉา ย่อมมีผลมาก.

จบตัณหาวรรคที่ ๒๔

 

Share this post

Last Updated on Sunday, 17 June 2012 17:22
 
joomla template