logotype
คาถาธรรมบท ทัณฑวรรคที่ ๑๐

๑๒๙.

สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺส, สพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโน,
อตฺตานํ อุปมํ กตฺวา, น หเนยฺย น ฆาตเย. ๑๐
:

 

ภิกษุทำตนให้เป็นอุปมาว่า สัตว์ทั้งปวงย่อมสะดุ้งต่ออาชญา

สัตว์ทั้งปวงย่อมกลัวต่อความตายแล้วไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า.

๑๓๐.

สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺส, สพฺเพสํ ชีวิตํ ปิยํ,
อตฺตานํ อุปมํ กตฺวา, น หเนยฺย น ฆาตเย.๑๐
:

 

ภิกษุทำตนให้เป็นอุปมาว่า

สัตว์ทั้งปวงย่อมสะดุ้งต่ออาชญา

ชีวิตเป็นที่รักของสัตว์ทั้งปวง

แล้วไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า.

 

๑๓๑.

สุขกามานิ ภูตานิ,โย ทณฺเฑน วิหึสติ,
อตฺตโน สุขเมสาโน, เปจฺจ โส น ลภเต สุขํ.๑๐
:

 

 

ผู้ใดแสวงหาความสุขเพื่อตน

ย่อมเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย

ผู้ใคร่ความสุขด้วยอาชญา

ผู้นั้นย่อมไม่ได้ความสุขในโลกหน้า.

 

๑๓๒.

สุขกามานิ ภูตานิ, โย ทณฺเฑน น หึสติ,
อตฺตโน สุขเมสาโน, เปจฺจ โส ลภเต สุขํ.๑๐
:

 

 

 

ผู้ใดแสวงหาความสุขเพื่อตน

ย่อมไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย

ผู้ใคร่ความสุข ด้วยอาชญา

ผู้นั้นย่อมได้ความสุขในโลกหน้า.

๑๓๓.

มาโวจ ผรุสํ กญฺจิ, วุตฺตา ปฏิวเทยฺยุ ตํ,
ทุกฺขา หิ สารมฺภกถา, ปฏิทณฺฑา ผุเสยฺยุ ตํ.๑๐
:

 

 

 

ท่านอย่าได้กล่าวคำหยาบกะใครๆ

ผู้ที่ท่านกล่าวแล้วพึงกล่าวตอบท่าน

เพราะว่าถ้อยคำแข็งดีให้เกิดทุกข์

อาชญาตอบพึงถูกต้องท่าน.

๑๓๔.

สเจ เนเรสิ อตฺตานํ, กํโส อุปหโต ยถา,
เอส ปตฺโตสิ นิพฺพานํ, สารมฺโภ เต น วิชฺชติ.๑๐
:

 

 

ถ้าท่านไม่ยังตนให้หวั่นไหว

ดุจกังสดาลถูกขจัดแล้ว

ท่านนี้จะเป็นผู้ถึงนิพพาน

ความแข่งดีย่อมไม่มีแก่ท่าน.

 

๑๓๕.

ยถา ทณฺเฑน โคปาโล, คาโว ปาเชติ โคจรํ,
เอวํ ชรา จ มจฺจุ จ, อายุํ ปาเชนฺติ ปาณินํ.๑๐
:

นายโคบาลย่อมต้อนฝูงโคไปสู่ที่หากิน

ด้วยท่อนไม้ฉันใด ความแก่และความตาย

ย่อมต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายไป ฉันนั้น.

 

๑๓๖.

อถ ปาปานิ กมฺมานิ, กรํ พาโล น พุชฺฌติ,
เสหิ กมฺเมหิ ทุมฺเมโธ, อคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ.๑๐
:

คนพาลผู้ไร้ปัญญาทำกรรมอันลามกอยู่

ย่อมไม่รู้สึก ภายหลังย่อมเดือดร้อน

เพราะกรรมของตนเอง เหมือนบุคคลถูกไฟไหม้ ฉะนั้น.

 

๑๓๗.

โย ทณฺเฑน อทณฺเฑสุ, อปฺปทุฏฺเฐสุ ทุสฺสติ,
ทสนฺนมญฺญตรํ ฐานํ, ขิปฺปเมว นิคจฺฉติ.๑๐
:

 

 

 

ผู้ใดย่อมประทุษร้ายในพระขีณาสพผู้ไม่มีอาชญา

ผู้ไม่ประทุษร้าย ด้วยอาชญา ผู้นั้นย่อมเข้าถึงเหตุ

แห่งทุกข์ ๑๐ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งพลันทีเดียว.

 

๑๓๘.

เวทนํ ผรุสํ ชานึ, สรีรสฺส จ เภทนํ,
ครุกํ วาปิ อาพาธํ, จิตฺตกฺเขปํ ว ปาปุเณ.๑๐
:๑๐

 

 

 

คือเวทนาหยาบช้า ความเสื่อมทรัพย์

ความแตกแห่งสรีระอาพาธหนัก ความฟุ้งซ่านแห่งจิต.

๑๓๙.

ราชโต วา อุปสคฺคํ, อพฺภกฺขานํ ว ทารุณํ,
ปริกฺขยํ ว ญาตีนํ, โภคานํ ว ปภงฺคุณํ.๑๐
:๑๑

 

 

 

ความขัดข้องแต่พระราชาการกล่าวตู่อันร้ายแรง

ความสิ้นญาติ ความย่อยยับแห่งโภคะทั้งหลาย.

๑๔๐.

อถ วาสฺส อคารานิ, อคฺคิ ฑหติ ปาวโก,
กายสฺส เภทา ทุปฺปญฺโญ, นิรยํ โส อุปปชฺชติ.๑๐
:๑๒

 

หรือไฟย่อมไหม้เรือนของเขา เมื่อตายไป

เขาผู้ไร้ปัญญาย่อมเข้าถึงนรก.

๑๔๑.

น นคฺคจริยา น ชฏา น ปงฺกา,

นานาสกา ตณฺฑิลสายิกา วา,
รโชชลฺลํ อุกฺกุฏิกปฺปธานํ,

โสเธนฺติ มจฺจํ อวิติณฺณกงฺขํ.๑๐:๑๓

 

 

 

ความประพฤติเปลือย การทรงชฎา การนอนที่เปือกตม

การไม่กินข้าว หรือการนอนเหนือแผ่นดิน ความคลุกคลีด้วยธุลี

ความเพียรอันปรารภด้วยความเป็นคนกระโหย่ง

ยังสัตว์มีความสงสัยอันข้ามไม่ได้แล้วให้หมดจดไม่ได้.

 

๑๔๒.

อลงฺกโต เจปิ สมํ จเรยฺย,

สนฺโต ทนฺโต นิยโต พฺรหฺมจารี,
สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ,

โส พฺราหฺมโณ โส สมโณ ส ภิกฺขุ.๑๐:๑๔

 

 

 

ถ้าแม้บุคคลผู้ประดับแล้ว เป็นผู้สงบ ฝึกแล้ว

เที่ยงแล้ว เป็นผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ

วางอาชญาในสัตว์ทุกจำพวก แล้วพึงประพฤติสม่ำเสมอไซร้

บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นพราหมณ์ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นสมณะ

บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ.

 

๑๔๓.

หิรินิเสโธ ปุริโส, โกจิ โลกสฺมิ วิชฺชติ,
โย นิทฺทํ อปโพเธติ, อสฺโส ภโทฺร กสามิว.๑๐
:๑๕

บุรุษผู้เกียดกันอกุศลวิตกด้วยหิริ มีอยู่ในโลกน้อยคน

บุรุษผู้บรรเทาความหลับตื่นอยู่ ดุจม้าที่เจริญหลบแส้ หาได้ยาก.

 

๑๔๔.

อสฺโส ยถา ภโทฺร กสานิวิฏฺโฐ,

อาตาปิโน สํเวคิโน ภวาถ,
สทฺธาย สีเลน จ วิริเยน จ,

สมาธินา ธมฺมวินิจฺฉเยน จ,
สมฺปนฺนวิชฺชาจรณา ปติสฺสตา,

ปหสฺสถ ทุกฺขมิทํ อนปฺปกํ.๑๐:๑๖

 

 

 

ม้าที่เจริญถูกนายสารถีเฆี่ยนด้วยแส้ ย่อมทำความเพียร ฉันใด

เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีความเพียร มีความสังเวช ฉันนั้นเถิด

เธอทั้งหลายเป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศีล วิริยะ สมาธิ

และการวินิจฉัยธรรม เป็นผู้มีวิชชาและจรณะอันสมบูรณ์

เป็นผู้มีสติ จักละทุกข์มีประมาณไม่น้อยนี้เสียได้.

 

๑๔๕.

อุทกํ หิ นยนฺติ เนตฺติกา,

อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ,
ทารุํ นมยนฺติ ตจฺฉกา,

อตฺตานํ ทมยนฺติ สุพฺพตา.๑๐:๑๗
ทณฺฑวคฺโค ทสโม นิฏฺฐิโต.

 

 

ก็พวกใช้น้ำย่อมไขน้ำไป พวกช่างศรย่อมดัดลูกศร

พวกช่างถากย่อมถากไม้ ผู้มีวัตรอันงามย่อมฝึกตน.

จบทัณฑวรรคที่ ๑๐

image1 image2 image3
Home พระคาถาธรรมบท ๒๖ วรรค คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔

Main Menu

Dhammapada Chanted in Pāḷi (Anandajoti Bhikkhu)-

คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔ Print E-mail

๓๓๔. มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน, ตณฺหา วฑฺฒติ มาลุวา วิย,
โส ปลวตี หุราหุรํ, ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร. (๒๔:๑)

 

ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท ดุจเคลือเถาย่านทราย ฉะนั้น,

บุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่า ฉะนั้น.

๓๓๕.

ยํ เอสา สหตี ชมฺมี, ตณฺหา โลเก วิสตฺติกา,
โสกา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ, อภิวฑฺฒํว พีรณํ. (๒๔:๒)

ตัณหานี้ลามกซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก ย่อมครอบงำบุคคลใด ความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่า ฉะนั้น.

๓๓๖.

โย เจ ตํ สหตี ชมฺมึ, ตณฺหํ โลเก ทุรจฺจยํ,
โสกา ตมฺหา ปปตนฺติ, อุทพินฺทุว โปกฺขรา. (๒๔:๓)

บุคคลใดแลย่อมครอบงำตัณหาอันลามก

ล่วงไปได้โดยยากในโลก,

ความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น

เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัว ฉะนั้น.

๓๓๗.

ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว, ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา,
ตณฺหาย มูลํ ขณถ, อุสีรตฺโถว พีรณํ,
มา โว นฬํ ว โสโตว, มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ. (๒๔:๔)

เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะ

ท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้

ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย

ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝก ฉะนั้น

มารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ

ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น.

๓๓๘.

ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทเฬฺห,

ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ,
เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต,

นิพฺพตฺตติ ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ. (๒๔:๕)

ต้นไม้ เมื่อรากหาอันตรายมิได้ มั่นคงอยู่

แม้ถูกตัดแล้วก็กลับงอกขึ้นได้ ฉันใด

ทุกข์นี้ เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้แล้ว

ย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ฉันนั้น.

๓๓๙.

ยสฺส ฉตฺตึสตีโสตา, มนาปสฺสวนา ภุสา,
วาหาวหนฺติ ทุทฺทิฏฺฐึ, สงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตา. (๒๔:๖)

ความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะเป็นของใหญ่

ย่อมนำบุคคลผู้มีตัณหาดังกระแส ๓๖

อันไหลไปในอารมณ์ซึ่งทำให้ใจเอิบอาบ

เป็นของกล้า ไปสู่ทิฏฐิชั่ว.

๓๔๐.

สวนฺติ สพฺพธี โสตา, ลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ,
ตญฺจ ทิสฺวา ลตํ ชาตํ, มูลํ ปญฺญาย ฉินฺทถ. (๒๔:๗)

 

กระแสตัณหาย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง

ตัณหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่

ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาดังเครือเถานั้นอันเกิดแล้ว

จงตัดรากเสียด้วยปัญญา.

๓๔๑.

สริตานิ สิเนหิตานิ จ,

โสมนสฺสานิ ภวนฺติ ชนฺตุโน,
เต สาตสิตา สุเขสิโน,

เต เว ชาติชรูปคา นรา. (๒๔:๘)

โสมนัสที่ซ่านไปแล้วและที่เป็นไป

กับด้วยความเยื่อใย ย่อมมีแก่สัตว์

สัตว์เหล่านั้นอาศัยความสำราญแสวงหาสุข

นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้เข้าถึงชาติและชรา.

๓๔๒.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา,

ปริสปฺปนฺติ สโสว พนุธิโต,
สญฺโญชนสงฺคสตฺตกา,

ทุกฺขมุเปนฺติ ปุนปฺปุนํ จิราย. (๒๔:๙)

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องแล้วด้วยสังโยชน์และธรรมเป็นเครื่องข้อง
ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆสิ้นกาลนาน.

๓๔๓.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา,

ปริสปฺปนฺติ สโสว พนุธิโต,
ตสฺมา ตสิณํ วิโนทเย,

ภิกฺขุ อากงฺขํ วิราคมตฺตโน. (๒๔:๑๑)

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับ

กระส่ายอยู่ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังวิราคะ

ธรรมแก่ตน พึงบรรเทาตัณหาที่ทำความสะดุ้งเสีย.

๓๔๔.

โย นิพฺพนโฐ วนาธิมุตฺโต,

วนมุตฺโต วนเมว ธาวติ,
ตํ ปุคฺคลเมว ปสฺสถ,

มุตฺโต พนฺธนเมว ธาวติ. (๒๔:๑๒)

 

ท่านทั้งหลายจงเห็นบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า

มีใจน้อมไปแล้วในความเพียรดุจป่า

พ้นแล้วจากตัณหาเพียงดังป่า ยังแล่นเข้าหาป่านั่นแล

บุคคลนี้พ้นแล้วจากเครื่องผูกยังแล่นเข้าหาเครื่องผูก.

๓๔๕.

น ตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา,

ยทายสํ ทารุชํ ปพฺพชญฺจ,
สารตฺตรตฺตา มณิกุณฺฑเลสุ,

ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา. (๒๔:๑๓)

นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูกซึ่งเกิดแต่เหล็ก

เกิดแต่ไม้ และเกิดแต่หญ้าปล้องว่ามั่นไม่

สัตว์ผู้กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้ว ในแก้วมณีและ

แก้วกุณฑลทั้งหลาย และความห่วงใยในบุตรและภริยา.

๓๔๖.

เอตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา,

โอหารินํ สิถิลํ ทุปฺปมุญฺจํ,
เอตํปิ เฉตฺวาน ปริพฺพชนฺติ,

อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหาย. (๒๔:๑๔)

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอันหน่วงลง

อันหย่อน อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก นั้นว่ามั่น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้ว ย่อมเว้นรอบ.

๓๔๗.

เย ราครตฺตานุปตนฺติ โสตํ,

สยํ กตํ มกฺกฏโกว ชาลํ,
เอตมฺปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา,

อนเปกฺขิโน สพฺพทุกฺขํ ปหาย. (๒๔:๑๕)

สัตว์เหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป

ตามกระแสตัณหา ดุจแมลงมุมแล่นไปตามใยที่ตนทำเอง ฉะนั้น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไป.

๓๔๘.

มุญฺจ ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต,

มชฺเฌ มุญฺจ ภวสฺส ปารคู,
สพฺพตฺถ วิมุตฺตมานโส,

น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ. (๒๔:๑๖)

ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย

จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขต

ธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก.

๓๔๙.

วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน,

ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน,
ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ,

เอส โข ทฬฺหํ กโรติ พนฺธนํ. (๒๔:๑๗)

 

ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูกวิตกย่ำยี

ผู้มีราคะกล้า มีปกติเห็นอารมณ์ว่างาม

ผู้นั้นแลย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น.

๓๕๐.

วิตกฺกูปสเม จ โย รโต,

อสุภํ ภาวยตี สทา สโต,
เอส โข วฺยนฺติกาหติ,

เอสจฺเฉจฺฉติ มารพนฺธนํ. (๒๔:๑๘)

ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบวิตก

มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภะอยู่

ผู้นั้นแลจักทำตัณหาให้สิ้นไป

ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้.

๓๕๑.

นิฏฺฐํ คโต อสนฺตาสี, วีตตโณฺห อนงฺคโณ,
อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ, อนฺติโมยํ สมุสฺสโย. (๒๔:๑๙)

ภิกษุผู้ถึงความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้ง

ปราศจากตัณหาไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน

ตัดลูกศรอันยังสัตว์ให้ไปสู่ภพได้แล้ว

อัตภาพของภิกษุนี้มีในที่สุด.

๓๕๒.

วีตตโณฺห อนาทาโน, นิรุตฺติปทโกวิโท,
อกฺขรานํ สนฺนิปาตํ, ชญฺญา ปุพฺพปรานิ จ,
ส เว อนฺติมสารีโร, มหาปญฺโญ มหาปุริโสติ วุจฺจติ. (๒๔:๒๐)

ภิกษุปราศจากตัณหาไม่ยึดมั่น ฉลาดในนิรุติและบท

รู้จักความประชุมเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย

ภิกษุนั้นแลมีสรีระในที่สุด

เรากล่าวว่า มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ.

๓๕๓.

สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ,

สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต,
สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต,

สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํ. (๒๔:๒๑)

เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้แจ้งธรรมทั้งปวง

อันตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง

ละธรรมได้ทุกอย่างพ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหา

รู้ยิ่งเอง พึงแสดงใครเล่า (ว่าเป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์).

๓๕๔.

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ,

สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ,
สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ,

ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ. (๒๔:๒๒)

การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง

รสแห่งธรรมย่อมชำนะรสทั้งปวง

ความยินดีในธรรมย่อมชำนะความยินดีทั้งปวง

ความสิ้นตัณหาย่อมชำนะทุกข์ทั้งปวง.

๓๕๕.

หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ, โน เจ ปารคเวสิโน,
โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ, หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ. (๒๔:๒๓)

โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม

แต่หาฆ่าผู้ที่แสวงหาฝั่งไม่, คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้

เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น.

๓๕๖.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, ราคโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตราเคสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๔)

นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์มีราคะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคล ถวายในท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๗.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โทสโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตโทเสสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๕)

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโทสะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๘.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โมหโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตโมเหสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๖)

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโมหะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๙.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, อิจฺฉาโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วิคติจฺเฉสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๗)

 

ตณฺหาวคฺโค จตุวีสติโม นิฏฺฐิโต.

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีความอิจฉาเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากความอิจฉา ย่อมมีผลมาก.

จบตัณหาวรรคที่ ๒๔

 

Share this post

Last Updated on Sunday, 17 June 2012 17:22
 
joomla template