logotype
คาถาธรรมบท_ยมกวรรคที่ ๑

. มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา, มโนเสฏฺฐา มโนมยา,
มนสา เจ ปทุฏฺเฐน, ภาสติ วา กโรติ วา,
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ, จกฺกํว วหโต ปทํ. (:)

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า

มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ

ถ้าบุคคลมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว

กล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม

ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้น เพราะทุจริต๓ อย่างนั้น

เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ตัวลากเกวียนไปอยู่ ฉะนั้น.

.

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา, มโนเสฏฺฐา มโนมยา,
มนสา เจ ปสนฺเนน, ภาสติ วา กโรติ วา,
ตโต นํ สุขมเนฺวติ, ฉายาว อนุปายินี. (:)

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า

มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ

ถ้าบุคคลมีใจผ่องใส กล่าวอยู่ก็ตามทำอยู่ก็ตาม

สุขย่อมไปตามบุคคลนั้น เพราะสุจริต ๓ อย่าง

เหมือนเงามีปรกติไปตาม ฉะนั้น.

.

อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ, อชินิ มํ อหาสิ เม,
เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ, เวรํ เตสํ น สมฺมติ. (:)

ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกเวรไว้ว่า

คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา

คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ เรา ดังนี้

เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่ระงับ.

.

อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ, อชินิ มํ อหาสิ เม,
เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ, เวรํ เตสูปสมฺมติ. (:)

ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกเวรไว้ว่า

คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา

คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ เรา ดังนี้

เวรของชนเหล่านั้นย่อมระงับ.

.

น หิ เวเรน เวรานิ, สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ,
อเวเรน จ สมฺมนฺติ, เอส ธมฺโม สนนฺตโน. (:)

 

ในกาลไหนๆ เวรในโลกนี้

ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย

แต่ย่อมระงับเพราะความไม่จองเวร

ธรรมนี้เป็นของเก่า.

.

ปเร จ น วิชานนฺติ, มยเมตฺถ ยมามฺหเส,
เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ, ตโต สมฺมนฺติ เมธคา. (:)

ก็ชนเหล่าอื่นไม่รู้สึกว่า

พวกเราย่อมยุบยับในท่ามกลางสงฆ์นี้

ส่วนชนเหล่าใด ในท่ามกลางสงฆ์นั้น ย่อมรู้สึก

ความหมายมั่นย่อมระงับจากชนเหล่านั้น.

.

สุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ, อินฺทฺริเยสุ อสํวุตํ,
โภชนมฺหิ จามตฺตญฺญุํ,, กุสีตํ หีนวีริยํ,
ตํ เว ปสหติ มาโร, วาโต รุกฺขํว ทุพฺพลํ. (:)

มารย่อมรังควาญบุคคลผู้มีปรกติเห็นอารมณ์ว่างาม

ผู้ไม่สำรวมแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย

ไม่รู้ประมาณในโภชนะ

เกียจคร้าน มีความเพียรเลว

เหมือนลมระรานต้นไม้ที่ทุรพล ฉะนั้น.

. อสุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ, อินฺทฺริเยสุ สุสํวุตํ,
โภชนมฺหิ จ มตฺตญฺญุํ, สทฺธํ อารทฺธวีริยํ,
ตํ เว นปฺปสหติ มาโร, วาโต เสลํว ปพฺพตํ. (:)

มารย่อมรังควาญไม่ได้ซึ่งบุคคลผู้มี

ปรกติเห็นอารมณ์ว่าไม่งามอยู่

สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย

รู้ประมาณในโภชนะ

มีศรัทธา ปรารภความเพียร

เหมือนลมระรานภูเขาหินไม่ได้ ฉะนั้น.

.

อนิกฺกสาโว กาสาวํ, โย วตฺถํ ปริทเหสฺสติ
อเปโต ทมสจฺเจน, น โส กาสาวมรหติ. (:)

ผู้ใดยังไม่หมดกิเลสดุจน้ำฝาด

ปราศจากทมะและสัจจะจักนุ่งห่มผ้า

กาสายะผู้นั้นไม่ควรเพื่อจะนุ่งห่มผ้ากาสายะ.

๑๐.

โย จ วนฺตกสาวสฺส, สีเลสุ สุสมาหิโต,
อุเปโต ทมสจฺเจน, ส เว กาสาวมรหติ. (:๑๐)

ส่วนผู้ใดมีกิเลสดุจน้ำฝาดอันคายแล้ว

ตั้งมั่นแล้วในศีลประกอบด้วยทมะและสัจจะ

ผู้นั้นแลย่อมควรเพื่อจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ.

๑๑.

อสาเร สารมติโน, สาเร จาสารทสฺสิโน,
เต สารํ นาธิคจฺฉนฺติ, มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา. (:๑๑)

ชนเหล่าใดมีความรู้ในธรรมอันหาสาระมิได้ว่าเป็นสาระ

และมีปกติเห็นในธรรมอันเป็นสาระ ว่าไม่เป็นสาระ

ชนเหล่านั้นมีความดำริผิดเป็นโคจร

ย่อมไม่บรรลุธรรมอันเป็นสาระ.

๑๒.

สารญฺจ สารโต ญตฺวา, อสารญฺจ อสารโต,
เต สารํ อธิคจฺฉนฺติ, สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา. (:๑๒)

ชนเหล่าใดรู้ธรรมอันเป็นสาระ โดยความเป็นสาระ

และรู้ธรรมอันหาสาระมิได้ โดยความเป็นธรรมอันหาสาระมิได้

ชนเหล่านั้นมีความดำริชอบเป็นโคจร

ย่อมบรรลุธรรมอันเป็นสาระ.

๑๓.

ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ, วุฏฺฐี สมติวิชฺฌติ,
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ, ราโค สมติวิชฺฌติ. (:๑๓)

ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่บุคคลมุงไม่ดี ฉันใด

ราคะย่อมรั่วรดจิตที่บุคคลไม่อบรมแล้ว ฉันนั้น.

๑๔.

ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ, วุฏฺฐี น สมติวิชฺฌติ,
เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ, ราโค น สมติวิชฺฌติ. (:๑๔)

ฝนย่อมไม่รั่วรดเรือนที่บุคคลมุงดี ฉันใด

ราคะย่อมไม่รั่วรดจิตที่บุคคลอบรมดีแล้วฉันนั้น.

๑๕.

อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ,

ปาปการี อุภยตฺถ โสจติ,
โส โสจติ โส วิหญฺญติ,

ทิสฺวา กมฺมกิลิฏฺฐมตฺตโน. (:๑๕)

บุคคลผู้ทำบาปย่อมเศร้าโศกในโลกนี้

ย่อมเศร้าโศกในโลกหน้า

ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง

บุคคลผู้ทำบาปนั้นย่อมเศร้าโศก

บุคคลผู้ทำบาปนั้นเห็นกรรมที่เศร้าหมอง

ของตนแล้ว ย่อมเดือดร้อน.

๑๖.

อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ,

กตปุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ,
โส โมทติ โส ปโมทติ,

ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโน. (:๑๖)

ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมบันเทิงในโลกนี้

ย่อมบันเทิงในโลกหน้า

ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง

ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นย่อมบันเทิง

ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นเห็นความ

บริสุทธิ์แห่งกรรมของตนแล้ว

ย่อมบันเทิงอย่างยิ่ง.

๑๗.

อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ,

ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ,
ปาปํ เม กตนฺติ ตปฺปติ,

ภิยฺโย ตปฺปติ ทุคฺคตึ คโต. (:๑๗)

บุคคลผู้ทำบาปย่อมเดือดร้อนในโลกนี้

ย่อมเดือดร้อนในโลกหน้า

ย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสอง

บุคคลผู้ทำบาปนั้นย่อมเดือดร้อนว่า

บาปเราทำแล้ว บุคคลผู้ทำบาปนั้นไปสู่ทุคติแล้ว

ย่อมเดือดร้อนโดยยิ่ง.

๑๘.

อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ,

กตปุญฺโญ อุภยตฺถ นนฺทติ,
ปุญฺญํ เม กตนฺติ นนฺทติ,

ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต. (:๑๘)

ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้

ย่อมเพลิดเพลินในโลกหน้า

ย่อมเพลิดเพลินในโลกทั้งสอง

ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมเพลิดเพลินว่า

บุญอันเราทำไว้แล้ว ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นไปสู่สุคติ

ย่อมเพลิดเพลินโดยยิ่ง.

๑๙.

พหุมฺปิ เจ สหิตภาสมาโน,
น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต,
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ,
น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ. (:๑๙)

หากว่านรชนกล่าวคำอันมีประโยชน์แม้มาก

แต่เป็นผู้ไม่ทำกรรมอันการกบุคคลพึงกระทำ

เป็นผู้ประมาทแล้วไซร้ นรชนนั้นย่อมไม่เป็น

ผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องความเป็นสมณะ ประดุจ

นายโคบาลนับโคของชนเหล่าอื่น

ย่อมไม่มีส่วนแห่งปัญจโครส ฉะนั้น.

๒๐.

อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน,
ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี,
ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ,
สมฺมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต,
อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา,
ส ภาควา สามญฺญสฺส โหติ. (:๒๐)


ยมกวคฺโค ปฐโม.

หากว่านรชนกล่าวคำอันมีประโยชน์แม้น้อย

ย่อมประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ละราคะ โทสะ

และโมหะแล้ว รู้ทั่วโดยชอบ มีจิตหลุดพ้นด้วยดีแล้ว

ไม่ถือมั่นในโลกนี้หรือในโลกหน้า นรชนนั้นย่อมเป็น

ผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องความเป็นสมณะ.

จบยมกวรรคที่ ๑

 

image1 image2 image3
Home บาลีไวยากรณ์ปุจฉาวิสัชชนา ปัญหาและเฉลย วิชาบาลีไวยากรณ์ พ.ศ. ๒๕๑๑ - ๒๕๑๕

Main Menu

ปัญหาและเฉลย วิชาบาลีไวยากรณ์ พ.ศ. ๒๕๑๑ - ๒๕๑๕ Print E-mail
Article Index
ปัญหาและเฉลย วิชาบาลีไวยากรณ์ พ.ศ. ๒๕๑๑ - ๒๕๑๕
ปัญหาและเฉลย พ.ศ. ๒๕๑๒
ปัญหาและเฉลย พ.ศ. ๒๕๑๓
ปัญหาและเฉลย พ.ศ. ๒๕๑๔
ปัญหาและเฉลย พ.ศ. ๒๕๑๕
All Pages


ปัญหาและเฉลย วิชาบาลีไวยากรณ์พ.ศ. ๒๕๑๑

 

๑. บาลีไวยากรณ์ แบ่งเป็นกี่ภาค อะไรบ้าง ? และในภาคนั้น ๆ ว่าด้วยเรื่องอะไร ?

๑. บาลีไวยากรณ์ แบ่งเป็น ๔ ภาค คือ อักขรวิธี ๑ วจีวิภาค ๑วากยสัมพันธ์ ๑ ฉันทลักษณะ ๑

(๑) อักขรวิธี ว่าด้วยอักษร จัดเป็น ๒ คือ สมัญญาภิธาน แสดงชื่ออักษรที่เป็นสระและพยัญชนะพร้อมทั้งฐานกรณ์ ๑ สนธิ ต่ออักษรที่อยู่ในคำอื่นให้เนื่องเป็นอันเดียวกัน ๑

(๒) วจีวิภาค แบ่งคำพูดออกเป็น ๖ ส่วน คือ นาม ๑ อัพยยศัพท์ ๑ สมาส ๑ ตัทธิต ๑ อาขยาต ๑ กิตก์ ๑

(๓) วากยสัมพันธ์ ว่าด้วยการก และประพันธ์ผูกคำพูดที่แบ่งไว้ในวจีวิภาคให้เข้าเป็นประโยคอันเดียวกัน

(๔) ฉันทลักษณะ แสดงวิธีแต่งฉันท์ คือ คาถาที่เป็นวรรณพฤทธิ์ และ มาตราพฤทธิ์ ฯ

๒. พยัญชนะสนธิ ได้สนธิกิริโยปกรณ์เท่าไร อะไรบ้าง ? เอวงฺโข,จูภยํ และ อิธปฺปโมทติ ตัดบทเป็นอย่างไร ?จัดเข้าในสนธิไหน ?

๒. พยัญชนะสนธิ ได้สนธิกิริโยปกรณ์ ๕ คือ โลโป ๑ อาเทโส ๑อาคโม ๑ ปกติ ๑ สญฺโญโค ๑

เอวงฺโข ตัดบทเป็น เอวํ-โข จัดเข้าในอาเทสนิคคหิตสนธิ ฯ

จูภยํ ตัดบทเป็น จ-อุภยํ จัดเข้าใน ทีฆสระสนธิ (ทีฆะ สระหลัง)

อธปฺปโมทติ ตัดบทเป็น อิธ-ปโมทติ จัดเข้าในสัญโญคพยัญชนะสนธิ (ซ้อนพยัญชนะที่มีรูปเหมือนกัน)ฯ

๓. ศัพท์เช่นไร เรียกว่าอัพยยศัพท์ จัดเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง ? มีวิธีใช้อย่างไร ?จงยกอุทาหรณ์มาประกอบด้วย?

๓. ศัพท์จำพวกหนึ่งจะแจกด้วยวิภัตติทั้ง ๗ แปลงรูปไปต่าง ๆ เหมือนนามทั้ง ๓ ไม่ได้ คงรูปอยู่อย่างเดียว ศัพท์เหล่านี้เรียกว่า "อัพยยศัพท์"จัดเป็น ๓ ชนิด คือ อุปสัค ๑ นิบาต ๑ ปัจจัย ๑ มีวิธีใช้ดังนี้:-

(๑) อุปสัค ใช้นำหน้านามและกิริยาให้วิเศษขึ้น:-

เมื่อนำหน้านามมีอาการคล้ายคุณศัพท์ เช่น อธิปติ อนุนายโก, เมื่อนำหน้ากิริยา มีอาการคล้ายกิริยาวิเสสนะ อุทาหรณ์ เช่น อธิเสติ, วิชานาติ, ปชานาติ เป็นต้น

(๒) นิบาต ใช้ลงในระหว่างนามศัพท์บ้าง กิริยาศัพท์บ้าง นำหน้าประโยคบ้าง บอกอาลปนะ กาล ที่ ปริจเฉท เป็นต้น อุทาหรณ์ เช่น ลาภา วต เม สกฺขิสฺสติ นุ โข อุทาหุ โน (สกฺขิสฺสติ) หนฺท เช อิมํ ภณฺฑํ คณฺหาหิ

(๓) ปัจจัย สำหรับใช้ลงท้ายนามศัพท์เป็นเครื่องหมายวิภัตติบ้าง อุทาหรณ์ เช่น สพฺพโต ปจฺฉโต สพฺพตฺถ อิทานิฯ

เมื่อลงท้ายธาตุเป็นเครื่องหมายกิริยาบ้าง อุทาหรณ์เช่น กาเตฺว กาตุํ กตฺวา ฯ

๔.วิภัตติอาขยาตเมื่อประกอบกับธาตุลงอาคมอะไร ?ได้บ้าง และนิยมลงในที่เช่นไร?

จงแก้คำที่เห็นว่าผิดในประโยคต่อไปนี้ ให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์

ก. เม สรีรํ มชฺเฌ ภินฺทตุ

ข. มทฺทิตุํ เปสิยนฺตี หตฺถี ทูรโต ว ปฏิกฺกมิ

ค. สีลวา อิตฺถี สุขํ ปตฺโต โหติ ?

๔.วิภัตติอาขยาตเมื่อประกอบกับธาตุ ลงอาคมได้ ๔ ตัว คือ อ อิ ส หและนิยมลงได้เฉพาะที่ และในวิภัตติบางหมวดดังต่อไปนี้:-

(๑) อ อาคม ลงหน้าธาตุที่ประกอบด้วยวิภัตติหมวด หิยตฺตนี อชฺชตฺตนี และ กาลาติปตฺติ เช่น อวจํ, อกาสึ, อภวิสฺส

(๒) อิ อาคม ลงหลังธาตุ และปัจจัยที่ประกอบด้วยวิภัตติ หมวดอชฺชตฺตนี ภวิสฺสนฺติ และ กาลาติปตฺติ เช่น วสิมฺหา, กริสฺสามิ, อลภิสฺส

(๓) ส อาคม ลงได้เฉพาะ ในวิภัตติ หมวด อชฺชตฺตนี เช่น อคมาสิ, อาโรเจสุํ

(๔) ห อาคม ลงได้เฉพาะในวิภัตติหมวดอชฺชตฺตนี และ เฉพาะ ฐา ธาตุ เช่น ปติฏฺฐหิ ปติฏฺฐหึสุ

แก้คำที่เห็นว่าผิดให้ถูกตามหลักไว้ยากรณ์ ดังนี้

ก. มม สรีรํ (สรีรํ เม) มชฺเฌ ภิชฺชตุ

ข. มทฺทิตุํ เปสิยมาโน หตฺถี ทูรโต ว ปฏิกฺกมิ

ค. สีลวตี อิตฺถี สุขํ ปตฺตา โหติ ฯ

๕. ปัจจัยนามกิตก์แบ่งเป็นกี่พวก และใช้ต่างกันอย่างไร? ศัพท์ต่อไปนี้ลงปัจจัยอะไร ? มีวิเคราะห์อย่างไร ?สีลรกฺขิกา (อิตฺถี) จีวรปารุปนํ (ฐานํ), นิสฺสโย (อาจริโย)?

๕. ปัจจัยนามกิตก์แบ่งเป็น ๓ พวก ใช้ต่างกันอย่างนี้คือ:-

(๑) กิตปัจจัย สำหรับประกอบกับศัพท์ที่เป็นกัตตุรูป อย่างเดียว

(๒) กิจจปัจจัย สำหรับประกอบกับศัพท์ที่เป็นกัมมรูป และภาวรูป

(๓) กิตกิจจปัจจัย สำหรับประกอบกับศัพท์แม้ทั้งสามนั้น คือกัตตุรูป กัมมรูป และ ภาวรูป

สีลรกฺขิกา ลง ณฺวุ ปัจจัย วิ. สีลํ รกฺขตีติ สีลรกฺขิกา (อิตฺถี)

จีวรปารุปนํ ลง ยุ ปัจจัย วิ. จีวรํ ปารุปนฺติ เอตฺถาติ จีวรปารุปนํ (ฐานํ)

นิสฺสโย ลง อ ปัจจัย วิ. นิสฺสาย นํ วสตีติ นิสฺสโย (อาจริโย)

๖. ลุตตสมาส กับ อลุตตสมาส มีข้อต่างกันอย่างไร ? จงให้ตัวอย่างมาดู ? สนฺตวาโจ (ภิกฺขุ), ตุจฺฉปตฺตหตฺโถ (ปจฺเจกพุทฺโธ), นิทฺทรถํ เป็นสมาสอะไร ? จงตั้งวิเคราะห์มาตามลำดับ?

๖. ลุตตสมาส กับ อลุตตสมาส มีข้อต่างกัน อย่างนี้ คือ:-

ลุตตสมาส ลบวิภัตติของศัพท์หน้าเสีย ในเมื่อย่อศัพท์เข้าเป็นบทเดียวกัน เช่น สุขํ ปตฺโต สุขปฺปตฺโต เป็นต้น

ส่วนอลุตตสมาส มิได้ลบวิภัตติเช่นนั้น คงไว้ตามเดิม เช่น มาตาปิตโร อุรสิโลโม เป็นต้น

สนฺตวาโจ เป็นฉัฏฐีตุลยาธิกรณพหุพพิหิสมาส มีวิเคราะห์ดังนี้

สนฺตา วาจา ยสฺส โส สนฺตวาโจ (ภิกฺขุ)

ตุจฺฉปตฺตหตฺโถ เป็น ฉัฏฐีภินนาธิกรณพหุพพิหิสมาส มีวิเสสนบุพพบท กัมมธารยสมาส เป็นภายใน มีวิเคราะห์ตามลำดับ ดังนี้

วิเสสน. กัมม. ตุจฺโต ปตฺโต ตุจฺฉปตฺโต

ฉัฏฐี. ภินฺน. พหุพ. ตุจฺฉปตฺโต หตฺเถสุ ยสฺส โส ตุจฺฉปตฺตหตฺโถ (ปจฺเจกพุทฺโธ)

นิทฺทรถํ เป็น อุปสัคคบุพพกะ อัพยยีภาวสมาสมีวิเคราะห์ดังนี้ ทรถสฺส อภาโว นิทฺทรถํ ฯ

๗. ณิก ปัจจัย มีในตัทธิตไหนบ้าง ? และใช้ต่างกันอย่างไร?อาปายิโก (เทวทตฺโต), โกสลฺลํ, ปาปิมา (มาโร), ลงปัจจัยอะไร ?จงตั้งวิเคราะห์มาดู?

๗. ณิก ปัจจัย มีในโคตตตัทธิต และตรตยาทิตัทธิตณิกปัจจัย ในโคตตตัทธิต ใช้แทนศัพท์ได้เฉพาะ "อปจฺจ" ศัพท์

อย่างเดียว

ส่วน ณิก ปัจจัย ในตรตยาทิตัทธิต ใช้แทนศัพท์ได้ทั่วไป ไม่จำกัด

อาปายิโก ลง ณิก ปัจจัย ในตรตยาทิตัทธิต วิ. อปาเย นิพฺพตฺโต อาปายิโก (เทวทตฺโต)

โกสลฺลํ ลง ณฺย ปัจจัย ใน ภาวตัทธิต วิ. กุสลสฺส ภาโว โกสลฺลํ

ปาปิมา ลง อิมนฺตุ ปัจจัย ตามนัยสัททนีติ วิ. ปาปํ อสฺส อตฺถีติ ปาปิมา (มาโร)ฯ



 
joomla template