logotype
คาถาธรรมบท มรรควรรคที่ ๒๐

๒๗๓. มคฺคานฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ, สจฺจานํ จตุโร ปทา,
วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ, ทิปทานญฺจ จกฺขุมา. (๒๐:)


ทางมีองค์แปด ประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย

ธรรมอันพระอริยะเจ้าพึงถึง ๔ ประการประเสริฐกว่าสัจจะทั้งหลาย

วิราคธรรมประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย พระตถาคตผู้มีจักษุ

ประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าและอรูปธรรมทั้งหลาย.

๒๗๔.

เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ, ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา,
เอตญฺหิ ตุเมฺห ปฏิปชฺชถ, มารเสนปฺปโมหนํ. (๒๐:)

ทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมดจดแห่งทัศนะ ทางอื่นไม่มี

เพราะเหตุนั้นท่านทั้งหลายจงดำเนินไปตามทางนี้แหละ

เพราะทางนี้เป็นที่ยังมารและเสนามารให้หลง.

๒๗๕.

เอตญฺหิ ตุเมฺห ปฏิปนฺนา, ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถ,
อกฺขาโต โว มยา มคฺโค, อญฺญาย สลฺลกนฺตนํ. (๒๐:)

ด้วยว่าท่านทั้งหลายดำเนินไปตามทางนี้แล้ว

จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เราทราบชัดธรรม

เป็นที่สลัดกิเลสเพียงดังลูกศรออก

บอกทางแก่ท่านทั้งหลายแล้ว.

๒๗๖.

ตุเมฺหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ, อกฺขาตาโร ตถาคตา,
ปฏิปนฺนา ปโมกฺขนฺติ, ฌายิโน มารพนฺธนา. (๒๐:)

ท่านทั้งหลายพึงทำความเพียรเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อน

พระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้บอก

ชนทั้งหลาย ดำเนินไปแล้ว ผู้เพ่งพินิจ

จะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมารได้.

๒๗๗.

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ, ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ,
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข, เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา. (๒๐:)

 

เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็น

ด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์

นี้เป็นทางแห่งความหมดจด.

๒๗๘.

สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ, ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ,
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข, เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา. (๒๐:)

เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็น

ด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์

นี้เป็นทางแห่งความหมดจด.

๒๗๙.

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ, ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ,
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข, เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา. (๒๐:)

เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็น

ด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์

นี้เป็นทางแห่งความหมดจด.

๒๘๐.

อุฏฺฐานกาลมฺหิ อนุฏฺฐหาโน,

ยุวา พลี อาลสิยํ อุเปโต,
สํสนฺนสงฺกปฺปมโน กุสีโต,

ปญฺญาย มคฺคํ อลโส น วินฺทติ. (๒๐:)

บุคคลหนุ่มมีกำลัง ไม่ลุกขึ้นในกาล

เป็นที่ลุกขึ้น เข้าถึงความเป็นคนเกียจคร้าน

มีความดำริอันจมเสียแล้ว ชื่อว่าเป็นคนเกียจคร้าน

คนเกียจคร้านย่อมไม่ประสพทางแห่งปัญญา.

๒๘๑.

วาจานุรกฺขี มนสา สุสํวุโต,

กาเยน จ อกุสลํ น กยิรา,
เอเต ตโย กมฺมปเถ วิโสธเย,

อาราธเย มคฺคํ อิสิปฺปเวทิตํ. (๒๐:)

บุคคลพึงตามรักษาวาจา พึงสำรวมดีแล้วด้วยใจ

และไม่พึงทำอกุศลด้วยกาย

พึงชำระกรรมบถ ๓ ประการนี้ให้หมดจด

พึงยินดีมรรคที่ฤาษีประกาศแล้ว.

๒๘๒.

โยคา เว ชายตี ภูริ, อโยคา ภูริสงฺขโย,
เอตํ เทฺวธา ปถํ ญตฺวา, ภวาย วิภวาย จ,

ตถตฺตานํ นิเวเสยฺย, ยถา ภูริ ปวฑฺฒติ. (๒๐:๑๐)

ปัญญาเพียงดังแผ่นดินย่อมเกิด

เพราะความประกอบโดยแท้

ความสิ้นไปแห่งปัญญาเพียงดังแผ่นดิน

เพราะความไม่ประกอบ บัณฑิตรู้ทางสองแพร่ง

แห่งความเจริญและความเสื่อมนี้แล้ว

พึงตั้งตนไว้โดยอาการที่ปัญญา

เพียงดังแผ่นดิน จะเจริญขึ้นได้.

๒๘๓.

วนํ ฉินฺทถ มา รุกฺขํ, วนโต ชายตี ภยํ,
เฉตฺวา วนญฺจ วนถญฺจ, นิพฺพนา โหถ ภิกฺขโว. (๒๐:๑๑)

ท่านทั้งหลายจงตัดป่าอย่าตัดต้นไม้

ภัยย่อมเกิดแต่ป่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เธอทั้งหลายตัดป่าและหมู่ไม้ในป่าแล้ว

จงเป็นผู้ไม่มีป่า.

๒๘๔.

ยาวํ หิ วนโถ น ฉิชฺชติ, อณุมตฺโตปิ นรสฺส นาริสุ,
ปฏิพทฺธมโน ว ตาว โส, วจฺโฉ ขีรปโกว มาตริ. (๒๐:๑๒)

เพราะกิเลสดุจหมู่ไม้ในป่าแม้ประมาณน้อย

ในนารีของนระ ยังไม่ขาดเพียงใด

นระนั้นยังมีใจเกาะเกี่ยว ดุจลูกโคผู้ดื่มกินน้ำนม

มีใจเกาะเกี่ยวในมารดาเพียงนั้น.

๒๘๕.

อุจฺฉินฺท สิเนหมตฺตโน, กุมุทํ สารทิกํว ปาณินา,
สนฺติมคฺคเมว พฺรูหย, นิพฺพานํ สุคเตน เทสิตํ. (๒๐:๑๓)

ท่านจงตัดความรักของตนเสีย

ดุจบุคคลเด็ดดอกโกมุทอันเกิดในสรทกาลด้วยฝ่ามือ

ท่านจงเพิ่มพูนทางสงบที่เป็นไปเพื่อนิพพานอันพระ

สุคตทรงแสดงแล้วอย่างเดียว.

๒๘๖.

อิธ วสฺสํ วสิสฺสามิ, อิธ เหมนฺตคิมฺหิสุ,
อิติ พาโล วิจินฺเตติ, อนฺตรายํ น พุชฺฌติ. (๒๐:๑๔)

คนพาลย่อมคิดผิดว่า

เราจักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูฝน

จักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูหนาวและฤดูร้อน

ดังนี้ ย่อมไม่รู้อันตราย.

๒๘๗.

ตํ ปุตฺตปสุสมฺมตฺตํ, พฺยาสตฺตมนสํ นรํ,
สุตฺตํ คามํ มโหโฆว, มจฺจุ อาทาย คจฺฉติ. (๒๐:๑๕)

มัจจุย่อมพาเอาคนผู้มัวเมาในบุตรและ

ปสุสัตว์มีมนัสข้องติดในอารมณ์ต่างๆ

เหมือนห้วงน้ำใหญ่พาเอาชาวบ้านผู้หลับไปฉะนั้น.

๒๘๘.

น สนฺติ ปุตฺตา ตาณาย, น ปิตา นปิ พนฺธวา,
อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส, นตฺถิ ญาตีสุ ตาณตา. (๒๐:๑๖)

เมื่อบุคคลถูกมัจจุผู้ทำซึ่งที่สุดครอบงำแล้ว

บุตรทั้งหลายย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน

บิดาย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน ถึงพวกพ้องทั้งหลาย

ก็ย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน ความเป็นผู้ต้านทานไม่มี

ในญาติทั้งหลาย.

๒๘๙.

เอตมตฺถวสํ ญตฺวา, ปณฺฑิโต สีลสํวุโต,
นิพฺพานคมนํ มคฺคํ, ขิปฺปเมว วิโสธเย. (๒๐:๑๗)

มคฺควคฺโค วีสติโม นิฏฺฐิโต.

บัณฑิตทราบอำนาจประโยชน์นี้แล้ว

พึงเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยศีล

พึงรีบชำระทางเป็นที่ไปสู่นิพพานพลันทีเดียว.

จบมรรควรรคที่ ๒๐

 

image1 image2 image3
Home ทีฆนิกาย จักกวัตติสูตร (๒๖)

Main Menu

Tipitaka (Thai)

จักกวัตติสูตร (๒๖) Print E-mail
Article Index
จักกวัตติสูตร (๒๖)
ความสามารถเพิเศษแห่งจักรแก้วอันประเสริฐ
อายุและวัณณะเสื่อมเพราะความขัดสนเป็นเหตุ
บางสมัยมนุษย์จักมีอายุเพียง ๑๐ ปีเท่านั้น
เมื่อมนุษย์อายุ ๘๐,๐๐๐ ปีจักมีอาพาธเพียง ๓ อย่าง
All Pages
 

๓. จักกวัตติสูตร (๒๖)


[๓๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เมืองมาตุลาในแคว้นมคธ ณ ที่

นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯ

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงตรัสดังนี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามี

สิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง

มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง เป็นไฉน

๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่

มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก

เสียได้ ฯ

๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นเวทนา

ในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด

อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ

๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่

มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก

เสียได้ ฯ

๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม

ทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ

โทมนัสในโลกเสียได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง

มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในโคจรซึ่งเป็นวิสัยอันสืบมาจากบิดาของตน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในโคจร ซึ่งเป็นวิสัยอันสืบมาจากบิดา

ของตน มารจักไม่ได้โอกาส มารจักไม่ได้อารมณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญนี้

เจริญขึ้นอย่างนี้ เพราะเหตุถือมั่นธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล ฯ

[๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพระราชาจักรพรรดิ์

พระนามว่า ทัลหเนมิ ผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชำนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์

ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว

คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว เป็นที่ ๗ พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วน

กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์

ทรงชำนะโดยธรรม มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศัสตราครอบครองแผ่นดิน มีสาคร

เป็นขอบเขต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น โดยล่วงไปหลายปี หลายร้อยปี หลาย

พันปี ท้าวเธอตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ท่านเห็นจักรแก้ว

อันเป็นทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ในกาลใด พึงบอกแก่เราในกาลนั้นทีเดียว ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย บุรุษนั้นทูลสนองพระราชดำรัสของท้าวเธอแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย

โดยล่วงไปอีกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี บุรุษนั้นได้เห็นจักรแก้วอันเป็น

ทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ จึงเข้าไปเฝ้าท้าวเธอถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ

พระพุทธเจ้าข้า ขอพระองค์พึงทรงทราบ จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพระองค์ถอย-

เคลื่อนจากที่แล้ว ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอตรัสเรียกพระกุมารองค์ใหญ่มา

รับสั่งว่า ดูกรพ่อกุมาร ได้ยินว่า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพ่อถอยเคลื่อนจากที่แล้ว

ก็พ่อได้สดับมาดังนี้ว่า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพระเจ้าจักรพรรดิ์องค์ใด ถอย

เคลื่อนจากที่ พระเจ้าจักรพรรดิ์พระองค์นั้น พึงทรงพระชนม์อยู่ได้ไม่นานในบัดนี้

ก็กามทั้งหลายอันเป็นของมนุษย์ พ่อได้บริโภคแล้ว บัดนี้เป็นสมัยที่จะแสวงหากาม

ทั้งหลายอันเป็นทิพย์ของพ่อ มาเถิดพ่อกุมาร พ่อจงปกครองแผ่นดิน อันมีสมุทร

เป็นขอบเขตนี้ ฝ่ายพ่อจักปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด ออกจาก

เรือนบวชเป็นบรรพชิต ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงสั่งสอนพระกุมารองค์ใหญ่

ในราชสมบัติเรียบร้อยแล้ว ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้าย้อม-

น้ำฝาด เสด็จออกจากเรือน ทรงผนวชเป็นบรรพชิตแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ก็เมื่อพระราชฤาษี ทรงผนวชได้ ๗ วัน จักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว ฯ

[๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น ราชบุรุษคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระราชา

ผู้เป็นกษัตริย์ ซึ่งได้มูรธาภิเษกแล้ว ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ

พระพุทธเจ้าข้า พระองค์พึงทรงทราบเถิด จักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น เมื่อจักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว

ท้าวเธอได้ทรงเสียพระทัยและทรงเสวยแต่ความเสียพระทัย ท้าวเธอเสด็จเข้าไป

หาพระราชฤาษีถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ พระพุทธเจ้าข้า

พระองค์พึงทรงทราบว่าจักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เมื่อท้าวเธอกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชฤาษีจึงตรัสกะท้าวเธอว่า ดูกรพ่อ พ่อ

อย่าเสียใจ และอย่าเสวยแต่ความเสียใจไปเลย ในเมื่อจักรแก้วอันเป็นทิพย์

อันตรธานไปแล้ว ดูกรพ่อ ด้วยว่าจักรแก้วอันเป็นทิพย์หาใช่สมบัติสืบมาจาก

บิดาของพ่อไม่ ดูกรพ่อ เชิญพ่อประพฤติในจักกวัตติวัตรอันประเสริฐเถิด ข้อนี้

เป็นฐานะที่จะมีได้แล เมื่อพ่อประพฤติในจักกวัตติวัตรอันประเสริฐ จักรแก้ว

อันเป็นทิพย์ซึ่งมีกำพันหนึ่ง มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง จักปรากฏมี

แก่พ่อผู้สระพระเศียร แล้วรักษาอุโบสถอยู่ ณ ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน ใน

วันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ฯ

ร. พระพุทธเจ้าข้า ก็จักกวัตติวัตรอันประเสริฐนั้น เป็นไฉน ฯ

ราช. ดูกรพ่อ ถ้าเช่นนั้น พ่อจงอาศัยธรรมเท่านั้น สักการะธรรม

ทำความเคารพธรรม นับถือธรรม บูชาธรรม ยำเกรงธรรม มีธรรมเป็นธงชัย

มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นใหญ่ จงจัดการรักษาป้องกันและคุ้มครองอันเป็นธรรม

ในชนภายใน ในหมู่พล ในพวกกษัตริย์ผู้เป็นอนุยนต์ ในพวกพราหมณ์และ

คฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบททั้งหลาย ในพวกสมณพราหมณ์ ในเหล่าเนื้อ

และนก ดูกรพ่อ การอธรรมอย่าให้มีได้ในแว่นแคว้นของพ่อเลย ดูกรพ่อ อนึ่ง

บุคคลเหล่าใดในแว่นแคว้นของพ่อ ไม่มีทรัพย์ พ่อพึงให้ทรัพย์แก่บุคคลเหล่านั้น

ด้วย ดูกรพ่อ อนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่าใด ในแว่นแคว้นของพ่อ งดเว้นจาก

ความเมาและความประมาท ตั้งมั่นอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกตนแต่ผู้เดียว สงบ

ตนแต่ผู้เดียว ให้ตนดับกิเลสอยู่แต่ผู้เดียว พึงเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

โดยกาลอันควร แล้วไต่ถามสอบถามว่า ท่านขอรับ กุศลคืออะไร ท่านขอรับ

อกุศลคืออะไร กรรมมีโทษคืออะไร กรรมไม่มีโทษคืออะไร กรรมอะไรควรเสพ

กรรมอะไรไม่ควรเสพ กรรมอะไรอันข้าพเจ้ากระทำอยู่ พึงมีเพื่อไม่เป็นประโยชน์

เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน หรือว่ากรรมอะไรที่ข้าพเจ้ากระทำอยู่ พึงมีเพื่อประโยชน์

เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน พ่อได้ฟังคำของสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สิ่งใด

เป็นอกุศล พึงละเว้นสิ่งนั้นเสีย สิ่งใดเป็นกุศลพึงถือมั่นสิ่งนั้นประพฤติ ดูกรพ่อ

นี้แล คือจักกวัตติวัตรอันประเสริฐนั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวเธอรับสนองพระดำรัสพระราชฤาษีแล้ว ทรง

ประพฤติในจักกวัตติวัตรอันประเสริฐ เมื่อท้าวเธอทรงประพฤติจักกวัตติวัตรอัน

ประเสริฐอยู่ จักรแก้วอันเป็นทิพย์ซึ่งมีกำพันหนึ่ง มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วย

อาการทุกอย่าง ปรากฏมีแก่ท้าวเธอผู้สระพระเศียร ทรงรักษาอุโบสถอยู่ ณ

ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นแล้ว

มีพระดำริว่า ก็เราได้สดับมาว่า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ มีกำพันหนึ่ง มีกง มีดุม

บริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง ปรากฎมีแก่พระราชาผู้เป็นกษัตริย์พระองค์ใด ผู้ได้

มูรธาภิเษก สระพระเศียร ทรงรักษาอุโบสถอยู่ ณ ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน

ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ พระราชาพระองค์นั้น เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ เราได้เป็น

พระเจ้าจักพรรดิ์หรือหนอ ฯ



Last Updated on Tuesday, 16 August 2011 16:09
 
joomla template