logotype
คาถาธรรมบท พุทธวรรคที่ ๑๔

๑๗๙. ยสฺส ชิตํ นาวชียติ,

ชิตมสฺส โน ยาติ โกจิ โลเก,
ตํ พุทฺธํ อนนฺตโคจรํ,

อปทํ เกน ปเทน เนสฺสถ. (๑๔:๑)

 

กิเลสชาติอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดทรงชนะแล้วย่อมไม่กลับแพ้อีก, กิเลสแม้นิดหน่อยในโลกย่อมไปตาม พระองค์นั้นผู้ทรงชนะแล้ว หาได้ไม่, ท่านทั้งหลายจักนำพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ตรัสรู้แล้ว มีอารมณ์หาที่สุดมิได้ ผู้ไม่มีร่องรอย ไปด้วยร่องรอยอะไร.

๑๘๐.

ยสฺส ชาลินี วิสตฺติกา,

ตณฺหา นตฺถิ กุหิญฺจิ เนตเว,
ตํ พุทฺธํ อนนฺตโคจรํ,

อปทํ เกน ปเทน เนสฺสถ. (๑๔:๒)

ตัณหามีข่ายส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ ไม่มี

แก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด เพื่อจะนำไปในภพ

ไหนๆ ท่านทั้งหลายจักนำพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ผู้ตรัสรู้แล้ว มีอารมณ์หาที่สุดมิได้ ผู้ไม่มีร่องรอย ไปด้วยร่องรอยอะไร.

๑๘๑.

เย ฌานปสุตา ธีรา, เนกฺขมฺมูปสเม รตา,
เทวาปิ เตสํ ปิหยนฺติ, สมฺพุทฺธานํ สตีมตํ. (๑๔:๓)

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใด ผู้ขวนขวายแล้วในฌาน

เป็นนักปราชญ์ ยินดีแล้วในธรรมเป็นที่เข้าไประงับ

คือ เนกขัมมะ แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อม

รักใคร่พระสัมพุทธเจ้าผู้มีสติเหล่านั้น.

๑๘๒.

กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ, กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ,
กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ, กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปโท. (๑๔:๔)

การได้เฉพาะความเป็นมนุษย์ยาก

ความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลายยาก

การฟังพระสัทธรรมยาก

การเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายยาก.

๑๘๓.

สพฺพปาปสฺส อกรณํ, กุสลสฺส อุปฺสมฺปทา,
สจิตฺตปริโยทปนํ, เอตํ พุทฺธาน สาสนํ. (๑๔:๕)

ความไม่ทำบาปทั้งปวง ความบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม

ความชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว นี้เป็นคำสั่งสอนของ

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

๑๘๔.

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา, นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา,
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี, สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต. (๑๔:๖)

ความอดทน คือ ความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง

ท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมกล่าวนิพพานว่าเป็นธรรมอย่างยิ่ง

ผู้ฆ่าสัตว์อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนสัตว์อื่น

ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย.

๑๘๕.

อนูปวาโท อนูปฆาโต, ปาติโมกฺเข จ สํวโร,

มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ, ปนฺตญฺจ สยนาสนํ,
อธิจิตฺเต จ อาโยโค, เอตํ พุทฺธาน สาสนํ. (๑๔:๗)

การไม่เข้าไปว่าร้ายกัน, การไม่เข้าไปฆ่า,

ความสำรวมในพระปาติโมกข์, ความเป็นผู้รู้จัก

ประมาณในภัต, การนอนการนั่งอันสงัด,

การประกอบความเพียรในอธิจิต,

นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

๑๘๖.

น กหาปณวสฺเสน, ติตฺติ กาเมสุ วิชฺชติ,
อปฺปสฺสาทา ทุกฺขา กามา อิติ วิญฺญาย ปณฺฑิโต. (๑๔:๘)

ความอิ่มในกามทั้งหลาย ย่อมไม่มีเพราะฝน

คือกหาปณะ กามทั้งหลายมีความเพลิดเพลิน

[ยินดี] น้อยเป็นทุกข์ บัณฑิตรู้ดังนี้แล้ว.

๑๘๗.

อปิ ทิพฺเพสุ กาเมสุ, รตึ โส นาธิคจฺฉติ,
ตณฺหกฺขยรโต โหติ, สมฺมาสมฺพุทฺธสาวโก. (๑๔:๙)

ท่านย่อมไม่ถึงความยินดีในในกามทั้งหลายแม้อันเป็นทิพย์

สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ยินดีแล้วในธรรมเป็นที่

สิ้นไปแห่งตัณหา.

๑๘๘.

พหุํ เว สรณํ ยนฺติ, ปพฺพตานิ วนานิ จ,
อารามรุกฺขเจตฺยานิ, มนุสฺสา ภยตชฺชิตา. (๑๔:๑๐)

มนุษย์เป็นอันมากแล ถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อมถึงภูเขา

ป่าอารามและรุกขเจดีย์ว่า เป็นที่พึ่ง.

๑๘๙.

เนตํ โข สรณํ เขมํ, เนตํ สรณมุตฺตมํ,
เนตํ สรณมาคมฺม, สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ. (๑๔:๑๑)

ที่พึ่งนั้นแลไม่เกษม ที่พึ่งนั้นไม่อุดม เพราะบุคคลอาศัยที่พึ่งนั้น

ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.

๑๙๐.

โย จ พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ, สงฺฆญฺจ สรณํ คโต,
จตฺตาริ อริยสจฺจานิ, สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ. (๑๔:๑๒)

ส่วนผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์

ว่าเป็นที่พึ่ง ย่อมเห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาอันชอบ.

๑๙๑.

ทุกฺขํ ทุกฺขสมุปฺปาทํ, ทุกฺขสฺส จ อติกฺกมํ,
อริยญฺจฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ, ทุกฺขูปสมคามินํ. (๑๔:๑๓)

คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์

และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อันให้ถึงความสงบระงับทุกข์.

๑๙๒.

เอตํ โข สรณํ เขมํ, เอตํ สรณมุตฺตมํ,
เอตํ สรณมาคมฺม, สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ. (๑๔:๑๔)

ที่พึ่งนั้นแลเป็นที่พึ่งอันเกษม ที่พึ่งนั้นอุดม

เพราะบุคคลอาศัยที่พึ่งนั้นย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.

๑๙๓.

ทุลฺลโภ ปุริสาชญฺโญ, น โส สพฺพตฺถ ชายติ,
ยตฺถ โส ชายตี ธีโร, ตํ กุลํ สุขเมธติ. (๑๔:๑๕)

บุรุษอาชาไนยหาได้ยาก ท่านย่อมไม่เกิดในที่ทั่วไป

ท่านเป็นนักปราชญ์ย่อมเกิดในสกุลใด สกุลนั้นย่อมถึงความสุข.

๑๙๔.

สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท, สุขา สทฺธมฺมเทสนา,
สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี, สมคฺคานํ ตโป สุโข. (๑๔:๑๖)

ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย นำสุขมาให้

พระสัทธรรมเทศนานำสุขมาให้ ความพร้อมเพรียง

แห่งหมู่นำสุขมาให้ ความเพียรของผู้พร้อมเพรียงกันให้เกิดสุข.

๑๙๕.

ปูชารเห ปูชยโต, พุทฺเธ ยทิ จ สาวเก,
ปปญฺจสมติกฺกนฺเต, ติณฺณโสกปริทฺทเว. (๑๔:๑๗)

ใครๆ ไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชาซึ่งปูชารหบุคคล

คือ พระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ก้าวล่วง

ธรรมเครื่องเนิ่นช้า ผู้ข้ามความโศกและความร่ำไรได้แล้ว

ว่าบุญนี้มีประมาณเท่านี้.

๑๙๖.

เต ตาทิเส ปูชยโต, นิพฺพุเต อกุโตภเย,
น สกฺกา ปุญฺญํ สงฺขาตุํ, อิเมตฺตมปิ เกนจิ. (๑๔:๑๘)
พุทฺธวคฺโค จุทฺทสโม นิฏฺฐิโต.

ใครๆ ไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชาปูชารหบุคคลเหล่านั้น

ผู้คงที่ ผู้นิพพานแล้ว ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ว่าบุญนี้ประมาณเท่านี้.

จบพุทธวรรคที่ ๑๔

จบปฐมภาณวาร

image1 image2 image3
Home ทีฆนิกาย จักกวัตติสูตร (๒๖)

Main Menu

Tipitaka (Thai)

จักกวัตติสูตร (๒๖) Print E-mail
Article Index
จักกวัตติสูตร (๒๖)
ความสามารถเพิเศษแห่งจักรแก้วอันประเสริฐ
อายุและวัณณะเสื่อมเพราะความขัดสนเป็นเหตุ
บางสมัยมนุษย์จักมีอายุเพียง ๑๐ ปีเท่านั้น
เมื่อมนุษย์อายุ ๘๐,๐๐๐ ปีจักมีอาพาธเพียง ๓ อย่าง
All Pages
 

๓. จักกวัตติสูตร (๒๖)


[๓๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เมืองมาตุลาในแคว้นมคธ ณ ที่

นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯ

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงตรัสดังนี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามี

สิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง

มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง เป็นไฉน

๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่

มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก

เสียได้ ฯ

๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นเวทนา

ในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด

อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ

๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่

มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก

เสียได้ ฯ

๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม

ทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ

โทมนัสในโลกเสียได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง

มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในโคจรซึ่งเป็นวิสัยอันสืบมาจากบิดาของตน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในโคจร ซึ่งเป็นวิสัยอันสืบมาจากบิดา

ของตน มารจักไม่ได้โอกาส มารจักไม่ได้อารมณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญนี้

เจริญขึ้นอย่างนี้ เพราะเหตุถือมั่นธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล ฯ

[๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพระราชาจักรพรรดิ์

พระนามว่า ทัลหเนมิ ผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชำนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์

ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว

คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว เป็นที่ ๗ พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วน

กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์

ทรงชำนะโดยธรรม มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศัสตราครอบครองแผ่นดิน มีสาคร

เป็นขอบเขต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น โดยล่วงไปหลายปี หลายร้อยปี หลาย

พันปี ท้าวเธอตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ท่านเห็นจักรแก้ว

อันเป็นทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ในกาลใด พึงบอกแก่เราในกาลนั้นทีเดียว ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย บุรุษนั้นทูลสนองพระราชดำรัสของท้าวเธอแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย

โดยล่วงไปอีกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี บุรุษนั้นได้เห็นจักรแก้วอันเป็น

ทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ จึงเข้าไปเฝ้าท้าวเธอถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ

พระพุทธเจ้าข้า ขอพระองค์พึงทรงทราบ จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพระองค์ถอย-

เคลื่อนจากที่แล้ว ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอตรัสเรียกพระกุมารองค์ใหญ่มา

รับสั่งว่า ดูกรพ่อกุมาร ได้ยินว่า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพ่อถอยเคลื่อนจากที่แล้ว

ก็พ่อได้สดับมาดังนี้ว่า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพระเจ้าจักรพรรดิ์องค์ใด ถอย

เคลื่อนจากที่ พระเจ้าจักรพรรดิ์พระองค์นั้น พึงทรงพระชนม์อยู่ได้ไม่นานในบัดนี้

ก็กามทั้งหลายอันเป็นของมนุษย์ พ่อได้บริโภคแล้ว บัดนี้เป็นสมัยที่จะแสวงหากาม

ทั้งหลายอันเป็นทิพย์ของพ่อ มาเถิดพ่อกุมาร พ่อจงปกครองแผ่นดิน อันมีสมุทร

เป็นขอบเขตนี้ ฝ่ายพ่อจักปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด ออกจาก

เรือนบวชเป็นบรรพชิต ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงสั่งสอนพระกุมารองค์ใหญ่

ในราชสมบัติเรียบร้อยแล้ว ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้าย้อม-

น้ำฝาด เสด็จออกจากเรือน ทรงผนวชเป็นบรรพชิตแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ก็เมื่อพระราชฤาษี ทรงผนวชได้ ๗ วัน จักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว ฯ

[๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น ราชบุรุษคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระราชา

ผู้เป็นกษัตริย์ ซึ่งได้มูรธาภิเษกแล้ว ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ

พระพุทธเจ้าข้า พระองค์พึงทรงทราบเถิด จักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น เมื่อจักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว

ท้าวเธอได้ทรงเสียพระทัยและทรงเสวยแต่ความเสียพระทัย ท้าวเธอเสด็จเข้าไป

หาพระราชฤาษีถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ พระพุทธเจ้าข้า

พระองค์พึงทรงทราบว่าจักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เมื่อท้าวเธอกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชฤาษีจึงตรัสกะท้าวเธอว่า ดูกรพ่อ พ่อ

อย่าเสียใจ และอย่าเสวยแต่ความเสียใจไปเลย ในเมื่อจักรแก้วอันเป็นทิพย์

อันตรธานไปแล้ว ดูกรพ่อ ด้วยว่าจักรแก้วอันเป็นทิพย์หาใช่สมบัติสืบมาจาก

บิดาของพ่อไม่ ดูกรพ่อ เชิญพ่อประพฤติในจักกวัตติวัตรอันประเสริฐเถิด ข้อนี้

เป็นฐานะที่จะมีได้แล เมื่อพ่อประพฤติในจักกวัตติวัตรอันประเสริฐ จักรแก้ว

อันเป็นทิพย์ซึ่งมีกำพันหนึ่ง มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง จักปรากฏมี

แก่พ่อผู้สระพระเศียร แล้วรักษาอุโบสถอยู่ ณ ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน ใน

วันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ฯ

ร. พระพุทธเจ้าข้า ก็จักกวัตติวัตรอันประเสริฐนั้น เป็นไฉน ฯ

ราช. ดูกรพ่อ ถ้าเช่นนั้น พ่อจงอาศัยธรรมเท่านั้น สักการะธรรม

ทำความเคารพธรรม นับถือธรรม บูชาธรรม ยำเกรงธรรม มีธรรมเป็นธงชัย

มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นใหญ่ จงจัดการรักษาป้องกันและคุ้มครองอันเป็นธรรม

ในชนภายใน ในหมู่พล ในพวกกษัตริย์ผู้เป็นอนุยนต์ ในพวกพราหมณ์และ

คฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบททั้งหลาย ในพวกสมณพราหมณ์ ในเหล่าเนื้อ

และนก ดูกรพ่อ การอธรรมอย่าให้มีได้ในแว่นแคว้นของพ่อเลย ดูกรพ่อ อนึ่ง

บุคคลเหล่าใดในแว่นแคว้นของพ่อ ไม่มีทรัพย์ พ่อพึงให้ทรัพย์แก่บุคคลเหล่านั้น

ด้วย ดูกรพ่อ อนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่าใด ในแว่นแคว้นของพ่อ งดเว้นจาก

ความเมาและความประมาท ตั้งมั่นอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกตนแต่ผู้เดียว สงบ

ตนแต่ผู้เดียว ให้ตนดับกิเลสอยู่แต่ผู้เดียว พึงเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

โดยกาลอันควร แล้วไต่ถามสอบถามว่า ท่านขอรับ กุศลคืออะไร ท่านขอรับ

อกุศลคืออะไร กรรมมีโทษคืออะไร กรรมไม่มีโทษคืออะไร กรรมอะไรควรเสพ

กรรมอะไรไม่ควรเสพ กรรมอะไรอันข้าพเจ้ากระทำอยู่ พึงมีเพื่อไม่เป็นประโยชน์

เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน หรือว่ากรรมอะไรที่ข้าพเจ้ากระทำอยู่ พึงมีเพื่อประโยชน์

เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน พ่อได้ฟังคำของสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สิ่งใด

เป็นอกุศล พึงละเว้นสิ่งนั้นเสีย สิ่งใดเป็นกุศลพึงถือมั่นสิ่งนั้นประพฤติ ดูกรพ่อ

นี้แล คือจักกวัตติวัตรอันประเสริฐนั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวเธอรับสนองพระดำรัสพระราชฤาษีแล้ว ทรง

ประพฤติในจักกวัตติวัตรอันประเสริฐ เมื่อท้าวเธอทรงประพฤติจักกวัตติวัตรอัน

ประเสริฐอยู่ จักรแก้วอันเป็นทิพย์ซึ่งมีกำพันหนึ่ง มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วย

อาการทุกอย่าง ปรากฏมีแก่ท้าวเธอผู้สระพระเศียร ทรงรักษาอุโบสถอยู่ ณ

ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นแล้ว

มีพระดำริว่า ก็เราได้สดับมาว่า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ มีกำพันหนึ่ง มีกง มีดุม

บริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง ปรากฎมีแก่พระราชาผู้เป็นกษัตริย์พระองค์ใด ผู้ได้

มูรธาภิเษก สระพระเศียร ทรงรักษาอุโบสถอยู่ ณ ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน

ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ พระราชาพระองค์นั้น เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ เราได้เป็น

พระเจ้าจักพรรดิ์หรือหนอ ฯ



Last Updated on Tuesday, 16 August 2011 16:09
 
joomla template