logotype
คาถาธรรมบท มลวรรคที่ ๑๘

๒๓๕. ปณฺฑุปลาโสวทานิสิ,

ยมปุริสาปิ จ เต อุปฏฺฐิตา,
อุยฺโยคมุเข จ ติฏฺฐสิ,

ปาเถยฺยมฺปิ จ เต น วิชฺชติ. (๑๘:)


บัดนี้ท่านเป็นดุจใบไม้เหลือง อนึ่ง

แม้บุรุษของพระยายมก็ปรากฏแก่ท่านแล้ว

ท่านตั้งอยู่ในปากแห่งความเสื่อม

และเสบียงเดินทางของท่านก็ยังไม่มี.

๒๓๖.

โส กโรหิ ทีปมตฺตโน,

ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว,
นิทฺธนฺตมโล อนงฺคโณ,

ทิพฺพํ อริยภูมึ อุเปหิสิ. (๑๘:)

ท่านจงทำที่พึงแก่ตน

จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต

ท่านเป็นผู้มีมลทินอันขจัดแล้ว

ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน

จักถึงอริยภูมิอันเป็นทิพย์.

๒๓๗.

อุปนีตวโย ว ทานิสิ,

สมฺปยาโตสิ ยมสฺส สนฺติกํ,
วาโสปิ จ เต นตฺถิ อนฺตรา,

ปาเถยฺยมฺปิ จ เต น วิชฺชติ. (๑๘:)

บัดนี้ท่านเป็นผู้มีวัยอันชรานำเข้าไปแล้ว

เตรียมจะไปยังสำนักของพระยายม

อนึ่ง ที่พักในระหว่างของท่านก็ยังไม่มี

และเสบียงเดินทางของท่านก็ยังไม่มี.

๒๓๘.

โส กโรหิ ทีปมตฺตโน,

ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว,
นิทฺธนฺตมโล อนงฺคโณ,

น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ. (๑๘:)

ท่านจงทำที่พึ่งแก่ตน

จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต

ท่านเป็นผู้มีมลทินอันขจัดแล้ว

ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน

จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก.

๒๓๙.

อนุปุพฺเพน เมธาวี, โถกํ โถกํ ขเณ ขเณ,
กมฺมาโร รชตสฺเสว, นิทฺธเม มลมตฺตโน. (๑๘:)

นักปราชญ์ทำกุศลทีละน้อยๆ ในขณะๆ

พึงขจัดมลทินของตนออกได้โดยลำดับ

เหมือนช่างทองขจัดมลทินของทอง ฉะนั้น.

๒๔๐.

อยสา ว มลํ สมุฏฺฐิตํ,

ตทุฏฺฐาย ตเมว ขาทติ,
เอวํ อติโธนจารินํ,

สานิ กมฺมานิ นยนฺติ ทุคฺคตึ. (๑๘:)

สนิมเกิดขึ้นแต่เหล็กเอง ครั้นเกิดขึ้น

แต่เหล็กนั้นแล้ว ย่อมกัดเหล็กนั้นแหละ ฉันใด

กรรมของตนย่อมนำบุคคลผู้มัก

ประพฤติล่วงปัญญาชื่อโธนา ไปสู่ทุคติ ฉันนั้น.

๒๔๑.

อสชฺฌายมลา มนฺตา, อนุฏฺฐานมลา ฆรา,
มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชํ, ปมาโท รกฺขโต มลํ. (๑๘:)

มนต์มีอันไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน

เรือนมีการไม่หมั่นเป็นมลทิน

ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ

ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา.

๒๔๒.

มลิตฺถิยา ทุจฺจริตํ, มจฺเฉรํ ททโต มลํ,
มลา เว ปาปกา ธมฺมา, อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ. (๑๘:)

ความประพฤติชั่วเป็นมลทินหญิง

ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้

ธรรมทั้งหลายที่ลามกเป็นมลทินแท้

ทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า.

๒๔๓.

ตโต มลา มลตรํ, อวิชฺชา ปรมํ มลํ,
เอตํ มลํ ปหตฺวาน, นิมฺมลา โหถ ภิกฺขโว. (๑๘:)

เราจะบอกมลทินกว่ามลทินนั้น

คือ อวิชชาเป็นมลทินอย่างยิ่ง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย

ละมลทินนี้เสียแล้ว จงเป็นผู้ไม่มีมลทินเถิด.

๒๔๔.

สุชีวํ อหิริเกน, กากสูเรน ธํสินา,
ปกฺขนฺทินา ปคพฺเภน, สงฺกิลิฏฺเฐน ชีวิตํ. (๑๘:๑๐)

บุคคลผู้ไม่มีหิริกล้าเพียงดังกา มักขจัด มักแล่นไป ผู้คะนอง เป็นผู้เศร้าหมองเป็นอยู่ง่าย.

๒๔๕.

หิรีมตา จ ทุชฺชีวํ, นิจฺจํ สุจิคเวสินา,
อลีเนนาปคพฺเภน, สุทฺธาชีเวน ปสฺสตา. (๑๘:๑๑)

ส่วนบุคคลผู้มีหิริ มีปกติแสวงหา

ความสะอาดเป็นนิตย์ ไม่หดหู่ ไม่คะนอง

มีอาชีวะหมดจดเห็นอยู่เป็นอยู่ยาก.

๒๔๖.

โย ปาณมติมาเปติ, มุสาวาทญฺจ ภาสติ,
โลเก อทินฺนํ อาทิยติ, ปรทารญฺจ คจฺฉติ. (๑๘:๑๒)

นรชนใดย่อมล้างผลาญสัตว์มีชีวิต

ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ในโลก

คบหาภริยาคนอื่น กล่าวคำเท็จ.

๒๔๗.

สุราเมรยปานญฺจ, โย นโร อนุยุญฺชติ,
อิเธวเมโส โลกสฺมึ, มูลํ ขนติ อตฺตโน. (๑๘:๑๓)

และประกอบการดื่มสุราเมรัยเนืองๆ

นรชนนี้ย่อมขุดทรัพย์อันเป็นต้นทุนของตนในโลกนี้แล.

๒๔๘.

เอวํ โภ ปุริส ชานาหิ, ปาปธมฺมา อสญฺญตา,
มา ตํ โลโภ อธมฺโม จ, จิรํ ทุกฺขาย รนฺธยุํ. (๑๘:๑๔)

ดูกรบุรุษผู้เจริญท่านจงรู้อย่างนี้ว่า

บาปธรรมทั้งหลายอันบุคคลไม่สำรวมแล้ว

ความโลภและสภาวะมิใช่ธรรม

อย่าพึงย่ำยีท่านเพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน.

๒๔๙.

ททาติ เว ยถาสทฺธํ, ยถาปสาทนํ ชโน,
ตตฺถ โย มงฺกุโต โหติ, ปเรสํ ปานโภชเน,
น โส ทิวา วา รตฺตึ วา สมาธึ อธิคจฺฉติ. (๑๘:๑๕)

ชนย่อมให้ตามศรัทธาตามความเลื่อมใสโดยแท้

บุคคลใดย่อมเป็นผู้เก้อเขินในเพราะน้ำและข้าว

ของชนเหล่าอื่นนั้น บุคคลนั้นย่อมไม่บรรลุสมาธิ

ในกลางวันหรือกลางคืน.

๒๕๐.

ยสฺสเจตํ สมุจฺฉินฺนํ, มูลฆจฺฉํ สมูหตํ,
ส เว ทิวา วา รตฺตึ วา สมาธึ อธิคจฺฉติ. (๑๘:๑๖)

ส่วนผู้ใดตัดความเป็นผู้เก้อเขินนี้ได้ขาด

ถอนขึ้นให้รากขาดแล้ว ผู้นั้นแลย่อมบรรลุสมาธิ

ในกลางวันหรือกลางคืน.

๒๕๑.

นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ, นตฺถิ โทสสโม คโห,
นตฺถิ โมหสมํ ชาลํ, นตฺถิ ตณฺหาสมา นที. (๑๘:๑๗)

ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี ผู้จับเสมอด้วยโทสะไม่มี

ข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี.

๒๕๒.

สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ, อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ,
ปเรสํ หิ โส วชฺชานิ, โอปุนาติ ยถาภุสํ,
อตฺตโน ปน ฉาเทติ, กลึว กิตวา สโฐ. (๑๘:๑๘)

โทษของผู้อื่นเห็นได้ง่าย

ส่วนโทษของตนเห็นได้ยาก

เพราะว่าบุคคลนั้นย่อมโปรยโทษของคนอื่น

ดุจบุคคลโปรยแกลบ แต่ปกปิดโทษของตนไว้

เหมือนพรานนกปกปิดอัตภาพด้วยกิ่งไม้ ฉะนั้น.

๒๕๓.

ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส, นิจฺจํ อุชฺฌานสญฺญิโน,
อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ, อารา โส อาสวกฺขยา. (๑๘:๑๙)

อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคล

ผู้ตามเพ่งโทษผู้อื่น มีความสำคัญ

ในการยกโทษเป็นนิตย์ บุคคลนั้นเป็น

ผู้ไกลจากความสิ้นอาสวะ.

๒๕๔.

อากาเสว ปทํ นตฺถิ, สมโณ นตฺถิ พาหิโร,
ปปญฺจาภิรตา ปชา, นิปฺปปญฺจา ตถาคตา. (๑๘:๒๐)

สมณะภายนอกไม่มี

ดังรอยเท้าไม่มีในอากาศ ฉะนั้น

หมู่สัตว์ยินดีแล้วในธรรมเครื่องยัง

สัตว์ให้เนิ่นช้า พระตถาคตทั้งหลาย

ไม่มีธรรมเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้า.

๒๕๕.

อากาเสว ปทํ นตฺถิ, สมโณ นตฺถิ พาหิเร.
สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ, นตฺถิ พุทฺธานมิญฺชิตํ. (๑๘:๒๑)

 

มลวคฺโค อฏฺฐารสโม นิฏฺฐิโต.

สมณะภายนอกไม่มี ดังรอยเท้าไม่มีในอากาศฉะนั้น

สังขารทั้งหลายเที่ยงไม่มี กิเลสชาติเครื่อง

ยังสัตว์ให้หวั่นไหวไม่มีแก่พระพุทธเจ้า.

จบมลวรรคที่ ๑๘

 

image1 image2 image3
Home ทีฆนิกาย จักกวัตติสูตร (๒๖)

Main Menu

Tipitaka (Thai)

จักกวัตติสูตร (๒๖) Print E-mail
Article Index
จักกวัตติสูตร (๒๖)
ความสามารถเพิเศษแห่งจักรแก้วอันประเสริฐ
อายุและวัณณะเสื่อมเพราะความขัดสนเป็นเหตุ
บางสมัยมนุษย์จักมีอายุเพียง ๑๐ ปีเท่านั้น
เมื่อมนุษย์อายุ ๘๐,๐๐๐ ปีจักมีอาพาธเพียง ๓ อย่าง
All Pages
 

๓. จักกวัตติสูตร (๒๖)


[๓๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เมืองมาตุลาในแคว้นมคธ ณ ที่

นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯ

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงตรัสดังนี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามี

สิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง

มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง เป็นไฉน

๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่

มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก

เสียได้ ฯ

๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นเวทนา

ในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด

อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ

๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่

มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก

เสียได้ ฯ

๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม

ทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ

โทมนัสในโลกเสียได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง

มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในโคจรซึ่งเป็นวิสัยอันสืบมาจากบิดาของตน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในโคจร ซึ่งเป็นวิสัยอันสืบมาจากบิดา

ของตน มารจักไม่ได้โอกาส มารจักไม่ได้อารมณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญนี้

เจริญขึ้นอย่างนี้ เพราะเหตุถือมั่นธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล ฯ

[๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพระราชาจักรพรรดิ์

พระนามว่า ทัลหเนมิ ผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชำนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์

ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว

คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว เป็นที่ ๗ พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วน

กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์

ทรงชำนะโดยธรรม มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศัสตราครอบครองแผ่นดิน มีสาคร

เป็นขอบเขต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น โดยล่วงไปหลายปี หลายร้อยปี หลาย

พันปี ท้าวเธอตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ท่านเห็นจักรแก้ว

อันเป็นทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ในกาลใด พึงบอกแก่เราในกาลนั้นทีเดียว ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย บุรุษนั้นทูลสนองพระราชดำรัสของท้าวเธอแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย

โดยล่วงไปอีกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี บุรุษนั้นได้เห็นจักรแก้วอันเป็น

ทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ จึงเข้าไปเฝ้าท้าวเธอถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ

พระพุทธเจ้าข้า ขอพระองค์พึงทรงทราบ จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพระองค์ถอย-

เคลื่อนจากที่แล้ว ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอตรัสเรียกพระกุมารองค์ใหญ่มา

รับสั่งว่า ดูกรพ่อกุมาร ได้ยินว่า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพ่อถอยเคลื่อนจากที่แล้ว

ก็พ่อได้สดับมาดังนี้ว่า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพระเจ้าจักรพรรดิ์องค์ใด ถอย

เคลื่อนจากที่ พระเจ้าจักรพรรดิ์พระองค์นั้น พึงทรงพระชนม์อยู่ได้ไม่นานในบัดนี้

ก็กามทั้งหลายอันเป็นของมนุษย์ พ่อได้บริโภคแล้ว บัดนี้เป็นสมัยที่จะแสวงหากาม

ทั้งหลายอันเป็นทิพย์ของพ่อ มาเถิดพ่อกุมาร พ่อจงปกครองแผ่นดิน อันมีสมุทร

เป็นขอบเขตนี้ ฝ่ายพ่อจักปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด ออกจาก

เรือนบวชเป็นบรรพชิต ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงสั่งสอนพระกุมารองค์ใหญ่

ในราชสมบัติเรียบร้อยแล้ว ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้าย้อม-

น้ำฝาด เสด็จออกจากเรือน ทรงผนวชเป็นบรรพชิตแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ก็เมื่อพระราชฤาษี ทรงผนวชได้ ๗ วัน จักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว ฯ

[๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น ราชบุรุษคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระราชา

ผู้เป็นกษัตริย์ ซึ่งได้มูรธาภิเษกแล้ว ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ

พระพุทธเจ้าข้า พระองค์พึงทรงทราบเถิด จักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น เมื่อจักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว

ท้าวเธอได้ทรงเสียพระทัยและทรงเสวยแต่ความเสียพระทัย ท้าวเธอเสด็จเข้าไป

หาพระราชฤาษีถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ พระพุทธเจ้าข้า

พระองค์พึงทรงทราบว่าจักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เมื่อท้าวเธอกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชฤาษีจึงตรัสกะท้าวเธอว่า ดูกรพ่อ พ่อ

อย่าเสียใจ และอย่าเสวยแต่ความเสียใจไปเลย ในเมื่อจักรแก้วอันเป็นทิพย์

อันตรธานไปแล้ว ดูกรพ่อ ด้วยว่าจักรแก้วอันเป็นทิพย์หาใช่สมบัติสืบมาจาก

บิดาของพ่อไม่ ดูกรพ่อ เชิญพ่อประพฤติในจักกวัตติวัตรอันประเสริฐเถิด ข้อนี้

เป็นฐานะที่จะมีได้แล เมื่อพ่อประพฤติในจักกวัตติวัตรอันประเสริฐ จักรแก้ว

อันเป็นทิพย์ซึ่งมีกำพันหนึ่ง มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง จักปรากฏมี

แก่พ่อผู้สระพระเศียร แล้วรักษาอุโบสถอยู่ ณ ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน ใน

วันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ฯ

ร. พระพุทธเจ้าข้า ก็จักกวัตติวัตรอันประเสริฐนั้น เป็นไฉน ฯ

ราช. ดูกรพ่อ ถ้าเช่นนั้น พ่อจงอาศัยธรรมเท่านั้น สักการะธรรม

ทำความเคารพธรรม นับถือธรรม บูชาธรรม ยำเกรงธรรม มีธรรมเป็นธงชัย

มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นใหญ่ จงจัดการรักษาป้องกันและคุ้มครองอันเป็นธรรม

ในชนภายใน ในหมู่พล ในพวกกษัตริย์ผู้เป็นอนุยนต์ ในพวกพราหมณ์และ

คฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบททั้งหลาย ในพวกสมณพราหมณ์ ในเหล่าเนื้อ

และนก ดูกรพ่อ การอธรรมอย่าให้มีได้ในแว่นแคว้นของพ่อเลย ดูกรพ่อ อนึ่ง

บุคคลเหล่าใดในแว่นแคว้นของพ่อ ไม่มีทรัพย์ พ่อพึงให้ทรัพย์แก่บุคคลเหล่านั้น

ด้วย ดูกรพ่อ อนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่าใด ในแว่นแคว้นของพ่อ งดเว้นจาก

ความเมาและความประมาท ตั้งมั่นอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกตนแต่ผู้เดียว สงบ

ตนแต่ผู้เดียว ให้ตนดับกิเลสอยู่แต่ผู้เดียว พึงเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

โดยกาลอันควร แล้วไต่ถามสอบถามว่า ท่านขอรับ กุศลคืออะไร ท่านขอรับ

อกุศลคืออะไร กรรมมีโทษคืออะไร กรรมไม่มีโทษคืออะไร กรรมอะไรควรเสพ

กรรมอะไรไม่ควรเสพ กรรมอะไรอันข้าพเจ้ากระทำอยู่ พึงมีเพื่อไม่เป็นประโยชน์

เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน หรือว่ากรรมอะไรที่ข้าพเจ้ากระทำอยู่ พึงมีเพื่อประโยชน์

เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน พ่อได้ฟังคำของสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สิ่งใด

เป็นอกุศล พึงละเว้นสิ่งนั้นเสีย สิ่งใดเป็นกุศลพึงถือมั่นสิ่งนั้นประพฤติ ดูกรพ่อ

นี้แล คือจักกวัตติวัตรอันประเสริฐนั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวเธอรับสนองพระดำรัสพระราชฤาษีแล้ว ทรง

ประพฤติในจักกวัตติวัตรอันประเสริฐ เมื่อท้าวเธอทรงประพฤติจักกวัตติวัตรอัน

ประเสริฐอยู่ จักรแก้วอันเป็นทิพย์ซึ่งมีกำพันหนึ่ง มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วย

อาการทุกอย่าง ปรากฏมีแก่ท้าวเธอผู้สระพระเศียร ทรงรักษาอุโบสถอยู่ ณ

ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นแล้ว

มีพระดำริว่า ก็เราได้สดับมาว่า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ มีกำพันหนึ่ง มีกง มีดุม

บริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง ปรากฎมีแก่พระราชาผู้เป็นกษัตริย์พระองค์ใด ผู้ได้

มูรธาภิเษก สระพระเศียร ทรงรักษาอุโบสถอยู่ ณ ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน

ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ พระราชาพระองค์นั้น เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ เราได้เป็น

พระเจ้าจักพรรดิ์หรือหนอ ฯ



Last Updated on Tuesday, 16 August 2011 16:09
 
joomla template